พระเจ้าทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายจริงหรือ (อิสยาห์ 45:7)

โพสต์ พฤศจิกายน 11, 2021 โดย Kevin J. Mullins ใน พระลักษณะ

English version: https://lastmessageofmercy.com/article/view/isaiah-457-did-god-create-evil

พระเจ้าทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายจริงหรือ (อิสยาห์ 45:7)

“เราปั้นความสว่างและสร้างความมืด เราทำสันติภาพและสร้างวิบัติ เราคือพระเยโฮวาห์ ผู้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น” (อิสยาห์ 45:7)

พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยอห์น 1:5) ตั้งแต่ตอนแรก ที่ยังไม่มีความมืดมิดในพระเจ้า แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ความมืดจะถูกทำให้เกิดขึ้นโดยพระองค์? ที่จะเป็นไปได้ก็คือความมืดเกิดจาก การที่พระเจ้าได้ลบความสว่างแห่งพระสิริของพระองค์เอง โดยความมืดมิดนั้นคือการที่ขาดจากความสว่าง ดังนั้น การขาดความสว่างจึงเป็นเหตุให้มีความมืดนั่นเอง ก็เหมือนกันกับความร้อนกับความเย็น ความเย็นจะไม่มีถ้าหากความร้อนไม่ปรากฏ ความมืดและความเย็นไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เลย แต่ถ้าคุณนำแสงสว่างและความร้อนออกไป เมื่อนั้นความมืด และความเย็นจะปรากฏ

 

พระเยซูสอนว่า พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงด

“เมื่อพระองค์กำลังเสด็จออกไปตามทาง มีคนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์คุกเข่าลงทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก” พระเยซูตรัสถามคนนั้นว่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว” (มาระโก 10:17, 18)

แล้วพระเจ้าผู้ประเสริฐของเราจะสร้างสิ่งที่ไม่ดี หรือชั่วร้ายได้หรือ? การนำออกซึ่งความดี หรือสันติสุขต่างหาก คือการที่พระสิริของพระเจ้าถูกถอนออกไปทำให้เกิด ผลลัพธ์ของความชั่วร้ายนั่นเอง หรือ ในการแปลอื่นๆได้กล่าวว่า“ภัยพิบัติ” หรือ “หายนะ” และในภาษาฮีบรู คำว่า רַע (rah) แปลว่า “ความชั่วร้าย” ในพระคัมภีร์เวอร์ชั่นคิงเจมส์ได้บอกความหมายของคำหลายๆคำ เช่น ภัยพิบัติ, หายนะ, ความทุกข์ยาก, การทำลาย, ความทุกข์, ความชั่วร้าย,และอื่นๆ คำเหล่านี้นั้นไม่เคยกล่าวโดยตรงว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุหรือเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่เกิดขึ้นมาเมื่อพระวิญญาณ(การประทับของพระเจ้า)ทรงเสียพระทัย และถูกผลักออกไป  แล้วเราผลักไสการประทับของพระเจ้าออกไปได้อย่างไรล่ะ? โดยข้อเท็จจริงที่จริงมากๆเลยก็คือ พระเจ้าจะไม่รบกวนในอิสระการเลือกของใครเลยสักคน พระเจ้าแค่ปรารถนา การเชื่อฟังที่เกิดจากความรักของพวกเรา พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างเราให้เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบโปรแกรมให้เคารพเชื่อฟังพระองค์ทุกอย่าง รากฐานของอาณาจักรของพระเจ้าคืออิสระ และความรัก ไม่ใช่การบังคับและการฝืนใจ 

ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง  (ยากอบ 1:17)

เห็นได้ชัดว่า พระคัมภีร์ยากอบได้ยืนยันกับเราว่าพระเจ้านั้นที่มอบแต่ความดีให้กับพวกเรา และพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่เคยมอบอะไรที่เลวร้าย หรือความชั่วร้าย หรือเป็นผู้สร้างความมืดมิด 

ใครเป็น ผู้กำหนดความชั่วร้าย และความตาย?

ในพระคัมภีร์ ได้บอกกับเราไว้ว่า พระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเรา:

“ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและเชื้อสายของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ด้วย มีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นชีวิตและความยืนนานของท่าน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่าจะประทานแก่ท่านเหล่านั้น” (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19, 20)

ทุกชีวิตมาจากพระเจ้า เปาโลเขียนไว้ว่าไม่มีใครที่ชอบธรรมและประเสริฐอย่างพระเจ้า 

“ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า เขาทุกคนหลงทางไปหมด เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่าเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย” (โรม 3:10-12)

เนื่องจากว่า พระองค์ผู้เดียวเป็นผู้ชอบธรรมจึงไม่มีความตายในพระเจ้า:

“ในวิถีของความชอบธรรมมีชีวิต และในทางนั้นไม่มีความมรณา” (สุภาษิต 12:28)

พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างความตาย พระองค์ไม่ใช่ผู้กำหนดมันขึ้นมา การไม่มีพระเจ้าในชีวิต เป็นผลลัพธ์ของความตายในเมื่อไม่มีความตายในพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าไม่มีความตาย พระองค์ก็เลยไม่สามารถมอบความตายให้เราได้พระเจ้าไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระองค์ไม่มีได้ ก็เหมือนกับลูกน้องของคุณไม่สามารถจ่ายเงินให้คุณได้ไงล่ะถ้าพวกเขาไม่มีเงินเลย พระคัมภีร์ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า ซาตานแต่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจแห่งความตาย : 

พระคัมภีร์เผยอย่างชัดเจนว่าซาตานคือผู้มีอำนาจแห่งความตาย

“ใน​เมื่อ​บุตร​ทั้ง​หลาย​มี​คุณสมบัติ​ที่​เป็น​เลือด​เนื้อ พระ​องค์​เอง​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​คุณสมบัติ​เช่น​เดียวกัน เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ได้​ทำลาย​ผู้​มี​อำนาจ​แห่ง​ความ​ตาย​คือ​พญามาร ด้วย​การ​สิ้น​ชีวิต​ของ​พระ​องค์” (ฮีบรู 2:14)

ซาตานคือผู้ทำลาย ในขณะที่พระเจ้าเป็นผู้คืนชีวิตให้ พระเจ้า คือความดี ซาตาน คือความชั่วร้าย  พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายหรือ?

ไม่เลยสักนิด ซาตานเคยเป็นเครูบปกคลุมพระนิเวศของพระเจ้า เรียกว่า เสราฟิมซึ่งมีปีก6ปีก 

ในพระคัมภีร์เอเสเคียลบทที่ 28 พระเจ้าทรงคร่ำครวญถึงกษัตริย์แห่ง Tyus  อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวบ่งบอกว่าพระองค์ทรงพยากรณ์ให้เราเข้าใจ ถึงการล่มสลายของซาตาน: 

“บุตร​มนุษย์​เอ๋ย จง​ร้อง​คร่ำครวญ​ให้​กับ​กษัตริย์​ของ​ไทระ และ​พูด​กับ​เขา​ว่า พระ​ผู้​เป็นเจ้า​ผู้​ยิ่ง​ใหญ่​กล่าว​ดังนี้ ‘เจ้า​เป็น​แบบ​อย่าง​ของ​ความ​เพียบ​พร้อมกอปร​ด้วย​สติ​ปัญญา และ​งด​งาม​อย่าง​หา​ที่​ติ​มิ​ได้ เจ้า​เคย​อยู่​ใน​เอเดนสวน​ของ​พระ​เจ้า เจ้า​สวม​แต่ง​ด้วย​เพชร​นิล​จินดา​ทุก​ชนิด​ อัน​ได้​แก่ ทับทิม บุษราคัม และ​มรกต โกเมน พลอย​หลาก​สี และ​มณี​สี​เขียว นิล​สี​คราม พลอย​สี​ฟ้า และ​แก้ว​ผลึก​สี​เขียว​ปน​น้ำ​เงิน ซึ่ง​ประดับ​วาง​ใน​กรอบ​ทองคำ เจ้า​ได้​รับ​การ​ตก​แต่ง​เช่น​นี้​ตั้ง​แต่วัน​ที่​เจ้า​ถูก​สร้าง​ขึ้น เจ้า​ได้​รับ​การ​เจิม​ให้​เป็น​เครูบ​ผู้​ปก​ปัก​รักษาเพราะ​เรา​แต่ง​ตั้ง​ให้​เจ้า​เป็น​อย่าง​นั้น เจ้า​เคย​อยู่​บน​ภูเขา​อัน​บริสุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า เจ้า​ก้าว​เดิน​อยู่​ท่าม​กลาง​เพชร​นิล​จินดา​ที่​ส่อง​ประกายวิถี​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​มี​ที่​ติ ​ตั้ง​แต่วัน​ที่​เจ้า​ถูก​สร้าง​ขึ้นจน​กระทั่ง​พบ​ว่า​ความ​ชั่ว​ร้าย​อยู่​ใน​ตัว​เจ้า’” (เอเสเคียล 28:12-15)

ในนิมิตของอิสยาห์ ท่านเห็นในที่ซึ่งบริสุทธิ์บนสวรรค์มีเสราฟิมอยู่ที่นั่น 

“ใน​ปี​ที่​กษัตริย์​อุสซียาห์​สิ้น​ชีวิต ข้าพเจ้า​เห็น​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​นั่ง​บน​บัลลังก์​สูง​และ​ได้​รับ​การ​ยกย่อง ชาย​เสื้อ​คลุม​ยาว​ของ​พระ​องค์​แผ่​เต็ม​พระ​วิหาร มี​ตัว​เสราฟ​ยืน​เหนือ​พระ​องค์ แต่​ละ​ตัว​มี 6 ปีก ใช้ 2 ปีก​ปก​ใบ​หน้า 2 ปีก​ปก​เท้า และ​อีก 2 ปีก​ใช้​บิน ต่าง​ก็​ส่งเสียง​ร้อง​ตอบ​กัน​และ​กัน​ว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือ​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จอม​โยธา ทั่ว​แผ่นดิน​โลก​เต็ม​ด้วย​พระ​บารมี​ของ​พระ​องค์” (อิสยาห์ 6:1-3)

ในภาษาฮีบรู คำว่า “เสราฟิม” คือ שָׂרָף (saraph) ซึ่งมีความหมายว่า “งูดึกดำบรรพ์” นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่า  “พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไปพญานาคและบริวารของมันถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก” ‭(วิวรณ์‬ ‭12:9‬)

เสราฟิมเหล่านี้เคย “บริบูรณ์ในทาง [ของเขา] ตั้งแต่วันที่ [เขา] ถูกสร้างจนพบความชั่วช้าใน [เขา]” จะสังเกตได้ว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วช้าในซาตาน พระองค์ไม่ได้สร้างทูตสวรรค์ที่ชั่วร้าย ความชั่วช้า (หรือความไร้ระเบียบ) ถูกค้นพบในซาตาน แล้วเจอสิ่งเหล่านี้ในซาตานได้อย่างไรละ? ก็เพราะว่าซาตานนั้นเลือกที่จะผลักพระเจ้าออกไป และยกย่องตัวเองทัดเทียมกับพระเจ้า ปรารถนาจะแทนที่พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คือ พระเยซูคริสต์. ซาตานเป็นแหล่งใหญ่ของทุกสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายจากการที่ซาตานปฏิเสธว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า (1 ยอห์น2:22) ซาตานปฏิเสธว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางเดียวที่จะไปถึงพระบิดาได้ และได้ปฏิเสธว่าพระเยซูคริสต์เป็นแหล่งแห่งความงดงามและความชอบธรรมของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า"เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครเข้าถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา" (ยอห์น 14:6) ให้เราสังเกตถึงสิ่งที่อิสยาห์เขียนไว้ในบทที่14 ในเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์แห่งบาบิโลน แต่เป็นการพยากรณ์ถึงการล่มสลายของซาตาน:

“โอ ดาว​แห่ง​แสง​สว่าง บุตร​แห่ง​อรุณ​รุ่ง ท่าน​หล่น​ลง​มา​จาก​สวรรค์​อย่างไร​หนอ ท่าน​ถูก​ตัดออก​ให้​ตก​ลง​สู่​พื้น​อย่างไร​หนอ ท่าน​ผู้​ครั้ง​หนึ่ง​เคย​ปราบ​บรรดา​ประชา​ชาติ ท่าน​คิด​ใน​ใจ​ว่า ‘เรา​จะ​ขึ้น​ไป​บน​สวรรค์ เหนือ​ดวง​ดาว​ของ​พระ​เจ้า เรา​จะ​ตั้ง​บัลลังก์​ของ​เราบน​ที่​สูง เรา​จะ​นั่ง​บน​ภูเขา​แห่ง​เทพเจ้า​ทั้ง​หลาย ที่​อยู่​ไกล​โพ้น​เหนือ​สุด เรา​จะ​ขึ้น​ไป​สูงกว่า​หมู่​เมฆ เรา​จะ​ตั้งตน​เทียบ​เท่า​พระ​เจ้า​ผู้​สูง​สุด’” (อิสยาห์ 14:12-14)

มีเพียงพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่เหมือนกับพระบิดาของพระองค์ (ฮีบรู 1:1-5) ดังเช่นราชาแห่งบาบิโลน และราชาแห่งไทรัสซึ่งได้เป็นตัวอย่างของคำพยากรณ์ในเรื่องของซาตาน ในพระคัมภีร์สุภาษิต ได้พูดถึง “พระปัญญา” เป็นการพยากรณ์ถึงพระคริสต์(1 โครินธ์ 1:24) ผู้ทรงมาจากพระบิดาของพระองค์ (สุภาษิต 8:23-30; ยอห์น 8:42) โดยการเลือกที่จะปฏิเสธพระเจ้า ลูซิเฟอร์ (งูดึกดำบรรพ์ซึ่งปัจจุบันเรียกว่ามารและซาตาน) กลายเป็นเจ้าแห่งบาปและความตาย 

“…เจ้าก็เต็มด้วยการทารุณ เจ้ากระทำบาป เราจะกำจัดเจ้าเสียจากภูเขาแห่งพระเจ้า และเครูบผู้พิทักษ์นั้นก็ขับเจ้าออกไป จากท่ามกลางศิลาเพลิง” ‭‭(เอเสเคียล‬ ‭28:16‬)

เพราะว่า “ไม่มีสัจจะ (ความสว่าง) ในมัน(ซาตาน)” (ยอห์น 8:44)

นี่คือเหตุผลที่ เปาโลกล่าวไว้ว่า:

“ด้วย​ว่า​เรา​ไม่​ได้​ต่อ​สู้​กับ​ศัตรู​ที่​มี​เลือด​เนื้อ แต่​ต่อ​สู้​กับ​บรรดา​ผู้​อยู่​ใน​ระดับ​ปกครอง บรรดา​ผู้​มี​สิทธิ​อำนาจ บรรดา​ผู้​ครอง​โลก​แห่ง​ความ​มืด​นี้ และ​ต่อ​สู้​กับ​พลัง​ฝ่าย​วิญญาณ​แห่ง​ความ​ชั่ว​ใน​อาณาเขต​สวรรค์” (เอเฟซัส 6:12)

เมื่อพระเยซูทรงปรากฏต่อหน้าเปาโล หลังจากการกลับใจของเขา พระองค์ตรัสว่า

“ข้าพเจ้า​ถาม​ว่า ‘พระ​องค์​ท่าน พระ​องค์​เป็น​ผู้​ใด’ พระ​องค์​ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เรา​คือ​เยซู​ผู้​ที่​เจ้า​กำลัง​ข่มเหง จง​ลุก​ขึ้น​ยืน​เถิด เรา​ปรากฏ​แก่​เจ้า​เพื่อ​แต่งตั้ง​เจ้า​ให้​เป็น​ผู้​รับใช้ และ​เป็น​ผู้​ให้​คำ​ยืนยัน​ถึง​สิ่ง​ที่​เจ้า​เห็น​แล้ว อีก​ทั้ง​สิ่ง​ที่​เรา​จะ​ปรากฏ​ให้​แก่​เจ้า​อีก​ด้วย เรา​จะ​ช่วย​เจ้า​ให้​รอด​จาก​ชาว​ยิว​และ​จาก​พวก​คนนอก​ที่​เรา​กำลัง​จะ​ใช้​เจ้า​ให้​ไป​หา เพื่อ​ให้​เขา​ลืม​ตา​และ​หัน​จาก​ความ​มืด​สู่​ความ​สว่าง และ​หัน​จาก​อำนาจ​ของ​ซาตาน​เข้าหา​พระ​เจ้า เพื่อ​ว่า​พวก​เขา​จะ​ได้​รับ​การ​ยกโทษ​บาป และ​ได้​รับ​มรดก​ร่วม​กับ​หมู่​คน​ที่​พระ​เจ้า​ชำระ​ให้​บริสุทธิ์​แล้ว​เพราะ​เขา​มี​ความ​เชื่อ​ใน​เรา’”  (กิจการของอัครทูต 26:15-18)

นี่คือเหตุผลที่ เปาโลกล่าวไว้ว่า:

             • “ความมืด” = “อำนาจของซาตาน”

             • “ความสว่าง” = “พระเจ้า”

การขาดความสว่างจึงเป็นเหตุให้มีความมืด การขาดพระเจ้าจึงทำให้มีอำนาจของซาตาน และอำนาจของซาตานคืออำนาจแห่งความตาย  ซาตานไม่มีชีวิตในตัวมันเอง พระเจ้าทรงค้ำจุนเขาแม้ในขณะที่เขา หรือใครก็ตามกำลังก่อความชั่ว “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กิจการ‬ ‭17:28) 

ดังนั้นซาตานจึงบิดเบือนอำนาจที่ยั่งยืนของพระเจ้าในการกระทำความชั่ว ด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา ทุกคนพระเจ้ายอมให้มีการทำบาปมากมายเกิดขึ้น เพื่อที่เราจะได้เห็นผลแห่งความหายนะ และเพื่อเราที่จะแสวงหาพระคุณของพระเจ้า

“เมื่อมีพระราชบัญญัติก็ทำให้มีการละเมิดพระราชบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั่นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น  เพื่อว่าบาปได้ครอบงำทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น” (โรม 5:20, 21)

โดยธรรมชาติของความคิดของมนุษย์ จะไม่ได้ตระหนักถึงความมืดมิด มนุษย์จะถูกสอนในเรื่องพระคุณความดีงามของพระเจ้า ดังนั้น เขาจะสามารถกลับใจและคืนดีกันกับพระเจ้าถ้าพวกเขาต้องการ เพื่อการนี้ พระเจ้าได้ใช้พระบัญญัติของพระองค์เพื่อแสดงให้เราเห็นความบาป และผลที่ตามมาของมัน ขณะเดียวกัน พระเจ้าได้ทรงสละชีวิตของพระบุตรของพระองค์ เพื่อเขียนพระบัญญัติในใจของพวกเรา เพื่อที่เราจะได้เจ้าถึงชีวิตนิรันดร์ เปาโลเขียนไว้ว่า

ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าพระราชบัญญัติคือบาปหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะพระราชบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าพระราชบัญญัติมิได้ห้ามว่า “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ  แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีพระราชบัญญัติ บาปก็ตายเสียแล้ว เหตุฉะนั้นพระราชบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และพระบัญญัติก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม และดี” (โรม 7:7, 8, 12,)

ซาตานได้ปฏิเสธพระเจ้าในพระคุณความดีของพระองค์ ดังนั้นซาตานจึงจะไม่เคยแสวงหาพระคุณของพระเจ้า เขาได้เลือกสิ่งชั่วร้าย เพราะฉะนั้นความชั่วร้ายที่ได้พบอยู่ท่ามกลางงูที่ลุกเป็นไฟนี้ จะส่งผลให้เขาตายด้วยไฟ

“เจ้ากระทำให้สถานบริสุทธิ์ของเจ้าเป็นมลทิน โดยความชั่วช้าเป็นอันมากของเจ้า ในการค้าอันชั่วช้าของเจ้า เหตุฉะนั้นเราจะนำไฟออกมาจากท่ามกลางเจ้า ไฟจะเผาผลาญเจ้า เราจะกระทำให้เจ้าเป็นเถ้าถ่านไปบนแผ่นดินโลกท่ามกลางสายตาของคนทั้งปวงที่มองดูเจ้าอยู่” (เอเสเคียล 28:18)

แล้วพระเจ้าคือ”สาเหตุ”ที่ทำให้ซาตานพบจุดจบเช่นนี้ได้อย่างไร? ง่ายมาก ก็โดยการที่ทรงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไงล่ะ เนื่องจากซาตานปฏิเสธความรัก และพระเมตตาของพระเจ้าอย่างไม่ลดละ พระเจ้าก็จะทรงยอมให้ความชั่วร้ายซึ่งซาตานปรารถนากลืนกินเขาทั้งน้ำตา

กษัตริย์ดาวิดกล่าวว่า “ความชั่วจะสังหารคนอธรรม และบรรดาผู้ที่เกลียดชังคนชอบธรรมจะถูกปรับโทษ” ‭‭(สดุดี‬ ‭34:21‬)

เปาโลกล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23) ในยากอบ กล่าวว่าความบาป (ไม่ใช่พระเจ้า) นำไปสู่ความตาย (ยากอบ 1:14, 15). ทำไมล่ะ? เพราะว่า ความมืด, ความชั่วร้าย, และ ความตาย คือการขาดจากพระสิริความสว่างของพระเจ้า สันติสุขของพระเจ้า และจากชีวิตที่มีในพระเจ้า

แล้วคุณล่ะ อยากจะเลือกแบบไหน?