Fatheroflove-thailand

พระเจ้าทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายจริงหรือ (อิสยาห์ 45:7)

โพสต์ พฤศจิกายน 11, 2021 โดย Kevin J. Mullins ใน พระลักษณะ
65 มีคนดู

พระเจ้าทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายจริงหรือ (อิสยาห์ 45:7)

“เราปั้นความสว่างและสร้างความมืด เราทำสันติภาพและสร้างวิบัติ เราคือพระเยโฮวาห์ ผู้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น” (อิสยาห์ 45:7)

พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยอห์น 1:5) ในเมื่อพระเจ้าทรงไม่มีความมืดในพระองค์ เป็นไปได้อย่างไรที่จะเกิดความมืดขึ้น เป็นไปได้หนทางเดียวคือโดยการที่เราขจัดการทรงสถิตของความสว่างของพระองค์ที่อยู่ในตัวเราออกไป เพราะความมืดคือการไม่มีความสว่าง ดังนั้นการไม่มีความสว่างจึงทำให้เกิดความมืด ซึ่งเปรียบเสมือนความร้อนและความเย็น ความเย็นคือการไม่มีความร้อน ความมืดและความเย็นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อไรที่ท่านกำจัดความสว่างและความร้อนภายในตัวออกไป ความมืดและความเย็นก็จะปรากฎขึ้นมา

 

พระเยซูทรงสอนว่าพระเจ้าเท่านั้นทรงประเสริฐ

“เมื่อพระองค์กำลังเสด็จออกไปตามทาง มีคนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์คุกเข่าลงทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก” พระเยซูตรัสถามคนนั้นว่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว” (มาระโก 10:17, 18)

พระเจ้าผู้ทรงประเสริฐทรงสร้างสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ชั่วร้ายได้อย่างไร ซึ่งโดยการที่เราถอนความดีหรือสันติสุขของพระองค์ออกไป การถอนสันติสุขของพระองค์ออกไปจากตัวเราส่งผลให้เกิดความชั่วร้ายตามมา คำภาษาฮีบรู רַע (ราห์) แปลว่า "ความชั่วร้าย" ในเวอร์ชันคิงเจมส์มีความหมายว่าความหายนะ ภัยพิบัติ ความทุกข์ยาก การทำลายล้าง ความทุกข์ หรือความชั่วร้าย เป็นต้น ทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรือถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า แต่เกิดขึ้นเมื่อพระวิญญาณของพระองค์ (การทรงสถิตของพระเจ้า) ได้รับความเสียใจและถูกผลักออกไป คน ๆ หนึ่งสามารถผลักการทรงสถิตของพระเจ้าออกไปได้อย่างไร โดยข้อเท็จจริงที่พระเจ้าจะไม่ทรงเข้าไปยุ่งกับอิสรภาพในการเลือกของคน ๆ นั้น พระเจ้าทรงพึงปรารถนาการเชื่อฟังที่เกิดขึ้นจากความรักเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงสร้างเราให้เป็นหุ่นยนต์ ที่จะต้องถูกตั้งโปรแกรมให้เชื่อฟังทุกถ้อยคำของพระองค์ รากฐานของอาณาจักรของพระองค์คือ อิสรภาพและความรัก ซึ่งไม่ใช่การบีบบังคับ

ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง  (ยากอบ 1:17)

จากข้อความข้างต้นนี้ยากอบยืนยันว่า พระเจ้าทรงประทานแต่ความดีเท่านั้น และพระเจ้าไม่ทรงผันแปร พระองค์ไม่เคยประทานสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ชั่วร้าย หรือทำให้เกิดความมืด 

 

แล้วใครคือผู้คิดสร้างความชั่วร้ายและความตาย

พระคัมภีร์กล่าวแก่เราว่าพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเรา ดังคำกล่าวต่อไปนี้

“ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและเชื้อสายของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ด้วย มีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นชีวิตและความยืนนานของท่าน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่าจะประทานแก่ท่านเหล่านั้น” (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19, 20)

ทุกชีวิตมาจากพระเจ้า เปาโลเขียนไว้ว่าไม่มีใครเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่ทรงประเสริฐและทรงชอบธรรม ดังคำกล่าวต่อไปนี้

“ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า เขาทุกคนหลงทางไปหมด เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่าเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย (โรม 3:10-12)

และเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่ชอบธรรม จึงไม่มีความตายในพระเจ้า ดังคำกล่าวต่อไปนี้

“ในวิถีของความชอบธรรมมีชีวิต และในทางนั้นไม่มีความมรณา (สุภาษิต 12:28)

พระเจ้าทรงไม่ใช่ผู้คิดสร้างความตายหรือความชั่วร้าย ชีวิตที่ขาดพระเจ้าต่างหาก ที่ส่งผลทำให้เกิดความตาย เนื่องจากไม่มีความตายในพระเจ้า และพระองค์ไม่ได้เป็นเจ้าของของความตาย ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่สามารถให้ความตายได้ พระองค์ไม่สามารถให้ในสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของของพระองค์ เหมือนกับที่นายจ้างของท่านไม่สามารถจ่ายเงินให้ท่านได้หากพวกเขาไม่มีเงิน

พระคัมภีร์เผยอย่างชัดเจนว่าซาตานคือผู้มีอำนาจแห่งความตาย

“ในเมื่อบุตรทั้งหลายมีคุณสมบัติที่เป็นเลือดเนื้อ พระองค์เองมีส่วนร่วมในคุณสมบัติเช่นเดียวกัน เพื่อพระองค์จะได้ทำลายผู้มีอำนาจแห่งความตายคือพญามาร ด้วยการสิ้นชีวิตของพระองค์” (ฮีบรู 2:14) ซาตานเป็นผู้ทำลายอย่างแท้จริงดังข้อความข้างต้น ในขณะที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ฟื้นฟู พระองค์นั้นทรงแสนดีและปราศจากสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งปวงโดยสิ้นเชิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ซาตานนั่นแหล่ะเป็นเจ้าตัวการแห่งมารร้ายของความชั่วร้ายและความตายทั้งปวงของคำตอบของคำถามของหัวข้อของบทความหรือที่กล่าวถามทั้งหมดก่อนหน้านี้ ซาตานเคยเป็นทูตสวรรค์ที่เป็นเครูบซึ่งรู้จักกันในนามว่า เสราฟิม ซึ่งมีปีกหกปีก ในเอเสเคียลบทที่ 28 พระเจ้าทรงร้องคร่ำครวญถึงกษัตริย์เมืองไทระ อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำนี้บ่งบอกว่า พระองค์ทรงเผยให้เราเห็นถึงความพินาศของซาตานเจ้าแห่งความชั่วช้าทั้งปวง ซึ่งมีกล่าวดังต่อไปนี้

“บุตรมนุษย์เอ๋ย จงร้องคร่ำครวญให้กับกษัตริย์ของไทระ และพูดกับเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กล่าวดังนี้ ‘เจ้าเป็นแบบอย่างของความเพียบพร้อมกอปรด้วยสติปัญญา และงดงามอย่างหาที่ติมิได้ เจ้าเคยอยู่ในเอเดนสวนของพระเจ้า เจ้าสวมแต่งด้วยเพชรนิลจินดาทุกชนิดอันได้แก่ ทับทิม บุษราคัม และมรกต โกเมน พลอยหลากสี และมณีสีเขียว นิลสีคราม พลอยสีฟ้า และแก้วผลึกสีเขียวปนน้ำเงิน ซึ่งประดับวางในกรอบทองคำ เจ้าได้รับการตกแต่งเช่นนี้ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกสร้างขึ้น เจ้าได้รับการเจิมให้เป็นเครูบผู้ปกปักรักษาเพราะเราแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอย่างนั้น เจ้าเคยอยู่บนภูเขาอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า เจ้าก้าวเดินอยู่ท่ามกลางเพชรนิลจินดาที่ส่องประกายวิถีทางของเจ้าไม่มีที่ติ ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกสร้างขึ้นจนกระทั่งพบว่าความชั่วร้ายอยู่ในตัวเจ้า’” (เอเสเคียล 28:12-15)

ในนิมิต อิสยาห์เห็นสวรรค์อันบริสุทธิ์ที่ที่ซึ่งเสราฟิม (ปกคลุมเครูบ) อยู่ กล่าวคือ

“ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นชีวิต ข้าพเจ้าเห็นพระผู้เป็นเจ้านั่งบนบัลลังก์สูงและได้รับการยกย่อง ชายเสื้อคลุมยาวของพระองค์แผ่เต็มพระวิหาร มีตัวเสราฟยืนเหนือพระองค์ แต่ละตัวมี 6 ปีก ใช้ 2 ปีกปกใบหน้า 2 ปีกปกเท้า และอีก 2 ปีกใช้บิน ต่างก็ส่งเสียงร้องตอบกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ทั่วแผ่นดินโลกเต็มด้วยพระบารมีของพระองค์” (อิสยาห์ 6:1-3)

ภาษาฮีบรูคำว่า “เสราฟิม” คือ שָׂרָף (เสราฟ) ซึ่งแปลว่า "งูไฟ" ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงตรัสว่า “เจ้าอยู่ในสวนเอเดนของพระเจ้า” มันเป็น “งูแก่ตัวนั้น ที่เรียกว่า มาร และซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก” (วิวรณ์ 12:9) เสราฟ เป็น “ทูตสวรรค์ที่ดีพร้อมที่อยู่ในทางของพระเจ้าเมื่อตอนที่มันถูกสร้างขึ้น จนกระทั่งความชั่วช้าได้เข้ามาหามัน” จะเห็นได้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างความชั่วภายในต้วซาตาน พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงสร้างทูตสวรค์ที่ชั่วร้าย ความชั่วช้า (การไม่ให้เกียรติแด่พระเจ้าของมัน) เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง แล้วเกิดขึ้นภายในตัวมันได้อย่างไร ก็ด้วยเหตุที่ว่า มันเลือกที่จะผลักพระเจ้าออกไปจากชีวิตของมันและเชิดชูตัวมันแทนให้เท่าเทียมกับพระเจ้า โดยปราถนาที่จะมาแทนที่ตำแหน่งของพระเยซูพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา พระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มหึมาของทุกสิ่งที่มารต่อต้าน เพราะซาตานปฏิเสธว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า (1 ยอห์น 2:22) มันปฏิเสธที่พระเยซูทรงเป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่พระบิดา และพระเยซูทรงเป็นแหล่งแห่งคุณความดีงามและความชอบธรรมของพระองค์ "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต" พระเยซูตรัส "ไม่มีใคร (ไม่มีสิ่งที่ถูกสร้าง) มาถึงพระบิดา เว้นแต่โดยทางเรา" (ยอห์น 14:6) จะเห็นว่าสิ่งที่อิสยาห์เขียนในบทที่ 14 เกี่ยวกับกษัตริย์แห่งบาบิโลน แต่เป็นการพยากรณ์ถึงการล่มสลายของซาตาน ซึ่งกล่าวดังต่อไปนี้

“โอ ดาว​แห่ง​แสง​สว่าง บุตร​แห่ง​อรุณ​รุ่ง ท่าน​หล่น​ลง​มา​จาก​สวรรค์​อย่างไร​หนอ ท่าน​ถูก​ตัดออก​ให้​ตก​ลง​สู่​พื้น​อย่างไร​หนอ ท่าน​ผู้​ครั้ง​หนึ่ง​เคย​ปราบ​บรรดา​ประชา​ชาติ ท่าน​คิด​ใน​ใจ​ว่า ‘เรา​จะ​ขึ้น​ไป​บน​สวรรค์ เหนือ​ดวง​ดาว​ของ​พระ​เจ้า เรา​จะ​ตั้ง​บัลลังก์​ของ​เราบน​ที่​สูง เรา​จะ​นั่ง​บน​ภูเขา​แห่ง​เทพเจ้า​ทั้ง​หลาย ที่​อยู่​ไกล​โพ้น​เหนือ​สุด เรา​จะ​ขึ้น​ไป​สูงกว่า​หมู่​เมฆ เรา​จะ​ตั้งตน​เทียบ​เท่า​พระ​เจ้า​ผู้​สูง​สุด’” (อิสยาห์ 14:12-14)

พระเยซูทรงเป็นเหมือนพระบิดา (ฮีบรู 1:1-5) ดั่งเช่นกับกษัตริย์แห่งบาบิโลนและกษัตริย์แห่งเมืองไทระทรงเป็นตัวแทนของซาตาน หนังสือสุภาษิตพูดถึง "พระปัญญา" เป็นการกล่าวถึงพระคริสต์ (1 โครินธ์ 1:24) ผู้ทรงออกมาจากพระบิดา (สุภาษิต 8:23-30; ยอห์น 8:42) โดยการเลือกที่จะปฏิเสธพระเจ้า ลูซิเฟอร์ (งูไฟซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในนามของมารและซาตาน) ได้กลายเป็นผู้สร้างบาปและความตาย “มันเป็นฆาตกรตั้งแต่แรกเริ่ม” และเต็มไปด้วยความมืดและความรุนแรง (เอเสเคียล 28:16) เพราะ “ไม่มีความจริง (ความสว่าง) อยู่ในตัวมัน” (ยอห์น 8:44) นี่คือเหตุผลที่เปาโลกล่าวว่า

“ด้วยว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่มีเลือดเนื้อ แต่ต่อสู้กับบรรดาผู้อยู่ในระดับปกครอง บรรดาผู้มีสิทธิอำนาจ บรรดาผู้ครองโลกแห่งความมืดนี้ และต่อสู้กับพลังฝ่ายวิญญาณแห่งความชั่วในอาณาเขตสวรรค์(เอเฟซัส 6:12)

เมื่อพระเยซูทรงปรากฏต่อหน้าเปาโล หลังจากการกลับใจของเขา พระองค์ตรัสว่า

“ข้าพเจ้าถามว่า ‘พระองค์ท่าน พระองค์เป็นผู้ใด’ พระองค์ท่านตอบว่า ‘เราคือเยซูผู้ที่เจ้ากำลังข่มเหง จงลุกขึ้นยืนเถิด เราปรากฏแก่เจ้าเพื่อแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้รับใช้ และเป็นผู้ให้คำยืนยันถึงสิ่งที่เจ้าเห็นแล้ว อีกทั้งสิ่งที่เราจะปรากฏให้แก่เจ้าอีกด้วย เราจะช่วยเจ้าให้รอดจากชาวยิวและจากพวกคนนอกที่เรากำลังจะใช้เจ้าให้ไปหา เพื่อให้เขาลืมตาและหันจากความมืดสู่ความสว่าง และหันจากอำนาจของซาตานเข้าหาพระเจ้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการยกโทษบาป และได้รับมรดกร่วมกับหมู่คนที่พระเจ้าชำระให้บริสุทธิ์แล้วเพราะเขามีความเชื่อในเรา’ (กิจการของอัครทูต 26:15-18)

ลัทธิขนานระหว่างความมืดและความสว่าง

             • “ความมืด” = “อำนาจของซาตาน”

             • “ความสว่าง” = “พระเจ้า”

การขาดความสว่างส่งผลให้เกิดความมืด ดังนั้น การไม่มีพระเจ้าจึงส่งผลให้เกิด “อำนาจของซาตาน” และอำนาจของซาตานคือ “อำนาจแห่งความตาย” ซาตานไม่มีชีวิตในตัวมันเอง พระเจ้าทรงค้ำจุนมันแม้ในขณะที่มันหรือใครก็ตามที่ก่อความชั่ว มีคำกล่าวในหนังสือกิจการ 17:28 กล่าวว่า “เรา​มี​ชีวิต เคลื่อน​ไหว และ​เป็น​อยู่​ได้​ก็​เพราะ​พระ​องค์” ดังนั้นซาตานจึงบิดเบือนอำนาจที่ยั่งยืนของพระเจ้าในการทำความชั่ว ด้วยความรักที่พระองค์มีต่อเรา พระเจ้าทรงยอมให้มีการทำบาปมากมาย เพื่อที่เราจะได้เห็นผลของความหายนะ และแสวงหาพระคุณของพระองค์

“เมื่อมีพระราชบัญญัติก็ทำให้มีการละเมิดพระราชบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั่นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น  เพื่อว่าบาปได้ครอบงำทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น(โรม 5:20, 21)

จิตใจโดยธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ตระหนักว่ามีความมืดอยู่ มนุษย์จึงต้องได้รับการสอนสั่งเกี่ยวกับพระเมตตาคุณของพระเจ้า เพื่อที่มนุษย์สามารถกลับใจมาหาพระองค์และคืนดีกับพระองค์ ในการกระทำเช่นนี้ พระเจ้าจึงทรงใช้พระบัญญัติของพระองค์เพื่อทรงสำแดงให้เราเห็นถึงความบาปและผลลัพธ์ของมันในขณะที่การมอบชีวิตของพระบุตรของพระองค์เพื่อเขียนบัญญัตินั้นไว้ในใจของเราเพื่อที่เราจะเข้าสู่ชีวิตที่นิรันดร์ เปาโลกล่าวแก่เราอีกว่า

“ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าพระราชบัญญัติคือบาปหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะพระราชบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าพระราชบัญญัติมิได้ห้ามว่า “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ  แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีพระราชบัญญัติ บาปก็ตายเสียแล้ว เหตุฉะนั้นพระราชบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และพระบัญญัติก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม และดี (โรม 7:7, 8, 12,)

ซาตานได้ปฏิเสธพระเจ้าในแสงสว่างที่เต็มล้นแห่งพระเมตตาคุณของพระเจ้า ดังนั้นซาตานจะไม่มีวันแสวงหาพระคุณของพระเจ้า มันได้เลือกความชั่วแล้ว ดังนั้นความชั่วซึ่งพบอยู่ท่ามกลางงูไฟนี้ จะส่งผลให้มันตายด้วยไฟ ดังคำกล่าวว่า

“เจ้ากระทำให้สถานบริสุทธิ์ของเจ้าเป็นมลทิน โดยความชั่วช้าเป็นอันมากของเจ้า ในการค้าอันชั่วช้าของเจ้า เหตุฉะนั้นเราจะนำไฟออกมาจากท่ามกลางเจ้า ไฟจะเผาผลาญเจ้า เราจะกระทำให้เจ้าเป็นเถ้าถ่านไปบนแผ่นดินโลกท่ามกลางสายตาของคนทั้งปวงที่มองดูเจ้าอยู่” (เอเสเคียล 28:18)

พระเจ้าจะ "ทรงทำให้" ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับซาตานได้อย่างไร ได้โดยการเพียงแค่อนุญาตให้เกิดขึ้นเท่านั้น เนื่องจากซาตานปฏิเสธความรัก และพระเมตตาคุณของพระเจ้าอย่างไม่ลดละ พระเจ้าจะทรงยอมให้ความชั่วร้ายซึ่งซาตานปรารถนาทำลายมันเอง

ดาวิดกล่าวว่า "ความชั่วร้าย (ไม่ใช่พระเจ้า) จะสังหารคนชั่วร้าย" (สดุดี 34:21) เปาโลกล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23) ยากอบกล่าวว่า บาป (ที่ไม่ใช่พระเจ้า) นำมาซึ่งความตาย (ยากอบ 1:14, 15) เป็นเพราะเหตุใด เป็นเพราะว่าความมืด ความชั่วร้าย และความตาย คือการไม่มีแสงสว่าง สันติสุข และชีวิตจากพระเจ้านั่นเอง

แล้วท่านจะเลือกอะไร