Fatheroflove-thailand

พระเจ้าผู้ทรงปลอบประโลมลูกตอนที่คุณยายของลูกจากไป

โพสต์ เมษายน 07, 2021 โดย Thanee Sarita ใน ความเชื่อ
99 มีคนดู

พระเจ้าผู้ทรงปลอบประโลมลูกตอนที่คุณยายของลูกจากไป

God comforted me when my grandmother passed away

 

ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า - ฟีลิปปี 4:13

I can do all this through him who gives me strength - Philippians 4:13

หนึ่งในคำพยานสั้น ๆ ในชีวิตประสบการณ์ของ ฐานีย์ สริตะ (เธอเป็นหญิงสาวที่เกิดในจังหวัดตาก ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย และครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า อำเภอพบพระ) เธออยากจะแบ่งปันให้กับทุกท่านได้ทราบว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดินโลกของเราได้ทรงเสริมกำลังเธอและได้ทรงช่วยเธอในยามที่เธอเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้เป็นที่รักของเธอซึ่งท่านผู้นั้นก็คือคุณยายของเธอนั่นเอง

I am Thanee Sarita. I was born in Tak, a province in western Thailand. My family is living there in a district named “Phop Phra.” I would like to share a short testimony of how God, who created the Heaven and the Earth, has strengthened me and has helped me in a wonderful way when I encountered a difficult situation. This story is about my beloved Grandmother who just passed away one month ago.

 

เมื่อวันศุกร์ ที่ 26 เดือน กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ข้าพเจ้าต้องเดินทางไปเข้าร่วมค่าย The Passion of Jesus กับเพื่อน ๆหลายท่าน ที่ศูนย์สุขภาพมิชชั่นที่สระบุรี และเป็นวันที่คุณยายของข้าพเจ้าเสียชีวิต

Last February 26, 2021, I traveled to the Passion of Jesus Camp with many of my friends at the Mission Health Center in Saraburi. Also, it was the day that my Grandmother died.

คุณยายของข้าพเจ้าท่านเพิ่งเสียชีวิตเมื่อตอนเช้าของวันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ ซึ่งตรงกับวันและเวลาที่ข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปเข้าร่วมค่าย the Passion of Jesus

My grandmother passed away on the morning of February 26. It corresponded to the day and time while I was traveling to join the Passion of Jesus Camp on the bus.

 

ในระหว่างการเดินทางเช้าในวันนั้นเพื่อที่จะไปที่ศุนย์สุขภาพมิชชั่นที่สระบุรี ตอนที่ได้เดินทางไปถึงครึ่งทางแล้ว น้องสาวของข้าพเจ้าก็ได้โทรหาข้าพเจ้าและกล่าวกับข้าพเจ้าว่า คุณยายของข้าพเจ้าได้เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยที่อาการโรคกำเริบของท่านได้ทรมานท่านมานานพอสมควร ซึ่งในวินาทีนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจเมื่อได้ยินข่าวจากน้องสาวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็รีบโทรหาคุณแม่ของข้าพเจ้าทันทีหลังจากการจบการสนทนากับน้องสาวของข้าพเจ้า ในระหว่างเรียนสายกับท่าน ท่านก็เสียใจและร้องไห้ในขณะที่สนทนากัน ตัวข้าพเจ้าเองก็เริ่มเสียใจและร้องไห้ตามท่านไปด้วยและหลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากับท่านสองสามนาที ในความรู้สึกในตอนนั้น คือ ข้าพเจ้าเหมือนคนที่อ่อนแอหมดกำลัง แต่มีเพื่อนที่คอยหนุนใจและคอยปลอบใจที่ยืนอยู่เคียงข้างข้าพเจ้า และด้วยแรงคำอธิษฐานจากพวกเขาและฤทธิ์อำนาจขององค์พระผ้เป็นเจ้า

While I was traveling that morning to the Mission Health Center at Saraburi, my Sister called me when I had already traveled halfway and said to me, “Grandmother passed away.” At that moment, I was shocked to hear the news from her. I immediately called my mother. She was sad and crying. I myself began to be sad and wept with her after talking in a few minutes. At that time, I felt weak and had no strength. But I thank God that there were friends who stood beside me, comforted and encouraged me. Also, their prayers and the power of the Lord helped me.

 

ความจริงข้าพเจ้าอยากจะลงรถบัสทันทีเพื่อกลับบ้าน ณ ตอนนั้น เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างเข้ามาอยู่ในใจของตัวข้าพเจ้าแล้ว แต่ในความเป็นจริงในใจลึก ๆของตัวข้าพเจ้า คือ ข้าพเจ้าได้เตรียมความพร้อมและเตรียมใจในการเข้าค่ายในครั้งนี้แล้วและอยากจะไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ แต่ก็ไม่นึกและไม่คาดคิดเลยว่าข้าพเจ้าต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้พร้อมกัน ด้วยที่รถบัสที่ข้าพเจ้านั่งไปด้วยกันกับเพื่อนๆ ไปได้ไกลพอสมควรแล้วเกือบจะถึงมวกเหล็กสระบุรี และไม่มีที่อำนวยความสะดวกในการจอดรถให้ข้าพเจ้าลงรถบัสเพื่อต่อรถบัสคันอื่นด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปต่อเรื่อย ๆ และได้แต่อธิษฐานลึก ๆในใจว่า “ ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดทรงเสริมกำลังลูกและทรงช่วยลูก ตอนนี้ลูกหมดแรง ลูกต้องการกำลังเสริมจากพระองค์” ดังนั้น ตลอดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อไปที่ศูนย์สุขภาพมิชชั่น ข้าพเจ้าก็เริ่มหยิบอูคูเลเล่ของเพื่อนขึ้นมา และเริ่มดีดเพื่อร้องเพลงสรรเสริญพระองค์

Actually, I wanted to get off the bus right away to go home at that time. But I had already prepared my heart and myself for the Camp, and would like to do the activities with my friends. I didn’t expect that I would have to face this situation. The bus was almost already at Muak Lek, Saraburi, and there was no parking facility for me to get off the bus and go to Tak. I would have to go back to Bangkok first, and that was very complicated. So I kept on going, and I prayed deeply in my heart, “May the Lord please strengthen me and help me, now I am exhausted, and I need support from you.” I then picked up my friend's ukulele and began to strum to sing songs praising Him.

 

ก่อนอื่น จะขอเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับพื้นฐานของครอบครัวก่อน คือ ครอบครัวไม่ใช่คริสเตียน ครอบครัวเป็นพุทธที่นับถือพวกบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผีบ้านผีเรือน

First, I will give a brief overview of the basics of my family. My family is not Christian. My family is Buddhist who respects the ancestors, grandparents, or ghost houses.

 

 คุณยายของข้าพเจ้าเป็นคนทรงตั้งแต่เธอยังสาว จนถึงวัยชรา เป็นคนที่เก่งในเรื่องท่องคาถามากในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การเรียกขวัญ ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลปีใหม่ของทุก ๆปี หรือ ยามเจ็บป่วยไม่สบาย หรือ เหตุฉุกเฉินที่คนอื่นหรือเพื่อนบ้านอยากให้ท่านทำบางสิ่งบางอย่างให้หรือขอการช่วยเหลือ อย่างเช่น การทำผี เป็นต้น

My Grandmother was a medium from a young age to when she was old. She was very good at reciting spells in various rituals such as “kwan” (calling a person’s spirit back, i.e. bringing their conscience or sense back), whether it was the New Year's festivities or when family members were sick or any of emergency where neighbors wanted her to do something to seek help, such as summoning ghosts (calling spirits) etc.

 

 ตอนที่ไปถึงมวกเหล็กข้าพเจ้าก็ยังเสียใจเหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจะขอกลับไปงานศพของคุณยาย เพราะ ยังไงข้าพเจ้าก็ต้องกลับไปอยู่ดี แต่ข้าพเจ้าได้ขอให้ศาสนจารย์และเพื่อน ๆช่วยอธิษฐานเผื่อครอบครัวของข้าพเจ้า แต่พอข้าพเจ้าได้โทรไปปรึกษากับคุณแม่อีกครั้ง เราจึงตกลงกันว่าไม่กลับ เนื่องด้วยสถานการณ์ที่ไม่ค่อยอำนวยความสะดวกให้กับตัวข้าพเจ้า โดยเฉพาะสถานการณ์โรคโควิด 19 และบ้านอยู่ไกล ข้าพเจ้าก็เลยตัดสินใจและไว้วางในพระเจ้าทันทีว่าพระองค์จะทรงดูท่าน และท่านไปสบายแล้วและได้อยู่ในอ้อมกอดและพักสงบในพระองค์ ด้วยที่ท่านทรมานจากอาการโรควัยชราของท่าน และพระเจ้าทรงดูแลท่านอยู่ ความเชื่อเหล่านี้เข้ามาอยู่ในสมองได้และทำให้เข้มแข็งมากขึ้น ก็เพราะว่า เคยฟังเรื่องเล่า TITANIC จากอาจารย์ไซม่อน ซิว ตอนที่ท่านเทศนาสัปดาห์อธิษฐานเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่โบสถ์โรงพยาบาลมิชชั่น ที่ท่านเล่าถึง ตอนที่เรือจม และมีคนถามถึงว่า รู้จักพระเยซูรึยัง ถ้ายังไม่รู้จักพระองค์ อย่าเพิ่งตาย คำกล่าวนี้ทำให้ข้าพเจ้าจำได้ขึ้นใจ และเชื่อเสมอว่า หากมีใครที่ไม่เคยรู้จักพระองค์แต่ก่อนหรือรู้จักแต่ยังไม่เปิดใจยอมรับพระองค์ หากเขาหรือเธอเปิดใจที่จะรับคำอธิษฐานหรือมาสรรเสริญพระองค์วันหนึ่ง หรือได้กล่าวถึงพระนามของพระองค์ ผู้นั้นจะเป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้รับความรอด

When I arrived at Muak Lek, I was still very sad. So, I thought I would go back to my grandmother's funeral. But I asked a prayer from pastors and my friends for my family. I called my mother again and we discussed many things. We decided for me not to go home and my brother as well due to an inconvenient situation, especially because of COVID-19 and home is far. So, I immediately trusted in the Lord that He has taken care of my grandmother. She was ok, was in His arms, and rested in peace in Him. She suffered greatly from her symptoms of her old age, so God was taking care of her. This belief could come to my mind and strengthen me more because I remembered the story about the Titanic that Pastor Simon Siew preached two years ago for prayer week at the Mission Hospital Church. He talked about when the ship sank and someone asked, “Do you know Jesus yet? If you do not know him yet, do not die.” This point stuck with me. So, I always believe If somebody who has never known Him before or who has not opened their hearts to accept Him opens up to receive a prayer or to praise Him one day or mentions His name, that person will be one of those who will be saved.

 

สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงสิ่งต่าง ๆที่ผ่านมาจากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างข้าพเจ้าและคุณยายของข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาหลังจากที่คุณยายเลิกเป็นคนทรงและด้วยที่ท่านเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพเข้ามาในชีวิตมากขึ้นเพราะวัยชราและด้วยอาหารบางอย่างที่ท่านไม่สามารถควบคุมมันได้ และท่านก็เสียใจเหมือนกันหลังจากที่คุณตาจากไปได้ไม่กี่ปี ทำให้สุขภาพของท่านทรุดโทรม ท่านก็เริ่มเข้าหาพระเจ้าและกล่าวถึงพระองค์ ท่านได้เล่าเรื่องของพระเยซูให้กับข้าพเจ้าฟังหลายครั้ง และท่านได้กล่าวว่า ท่านมีความเชื่อว่าพระเยซูทรงมีอยู่จริง อิทธิพลเช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าท่านเห็นตัวข้าพเจ้าเป็นแบบอย่างในการแสวงหาพระเยซูและท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในตัวข้าพเจ้าเช่นกัน ท่านกล่าวหลายครั้งว่าอยากไปเข้าโบสถ์ แต่ด้วยที่โบสถ์อยู่ไกลและอาการท่านไม่ค่อยดี และด้วยอิทธิพลหลายอย่างด้วยเช่นกัน และด้วยที่พี่น้องต่างคนต่างยุ่งเหมือนกันและคุณยายก็ชรา ท่านก็เลยไม่มีโอกาสได้ไปเข้าโบสถ์

This reminds me of many things in the deep relationship between me and my grandmother. Many years ago, after my grandmother stopped being a medium, she started to have more health problems because of her old age and certain foods that she could not stop eating. She was also devastated after my grandfather passed away a few years ago, causing her health to deteriorate. This made her begin to come to God and talk about Him to me.   She told me about Jesus many times and she said that she believes that Jesus is true. This influence happened to her because she saw me as an example in seeking Jesus and I have changed in many ways as well. She also said many times that she wanted to go to church, but because the church is far away and her heath was not really good and she was old and brothers and sisters were too busy as well, so she did not have the opportunity to go to church.

 

สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทำใจได้เร็วมากและไม่เสียใจกับเหตุการณ์นี้และทำให้เข้าร่วมค่าย the passion of Jesus ในวันถัดไปได้อย่างมีความสุขในครั้งนี้ คือ ท่านรู้จักพระเยซูก่อนที่ท่านจะจากโลกไป เพราะท่านเคยเอ่ยพระนามของพระองค์หลายครั้งให้กับข้าพเจ้าฟังและยอมให้ข้าพเจ้า อาจารย์และเพื่อนฝูงแต่ละกลุ่มที่ข้าพเจ้านำพาไปทำกิจกรรมโครงการที่บ้านในแต่ละปีอธิษฐานให้สม่ำเสมอ รวมถึงคุณตาด้วยเช่นกัน และชีวิตของข้าพเจ้าต้องดำเนินต่อไป เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อเสมอว่า สักวันหนึ่ง จะได้พบคุณตากับคุณยาย หรือคนที่รักทั้งหลายที่สวรรค์ และตอนพระเยซูทรงเสด็จกลับมา อาเมน

The only thing that made it possible for me to join the Passion of Jesus Camp the next day happily was being comforted that she knew Jesus before she passed away. She used to praise His name many times to me and has allowed me, my teachers and my friends (whom I brought to my hometown for project activities each year) to pray for her regularly, including my grandfather as well. My life must go on! Because I have always believed that I will meet my grandparents and all my loved ones in Heaven one day at Jesus’s second coming. Amen!

 พวกยิวและพวกกรีกนั้นไม่ต่างกัน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกคน และประทานอย่างบริบูรณ์แก่ทุกคนที่ทูลขอต่อพระองค์ เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด
โรม 10:12-13

 

For there is no difference between Jew and Gentile—the same Lord is Lord of all and richly blesses all who call on him, for, “Everyone who calls on the name of the Lord will be saved.”  
Romans 10:12-13