Fatheroflove-thailand

ความประทับใจที่ได้อ่านและขัดเกลาหนังสือชื่อเล่ม สงครามแห่งตัวตน

โพสต์ พฤศจิกายน 18, 2021 โดย Thanee Sarita ใน คำพยาน
61 มีคนดู

โดยส่วนตัวแล้ว หนังสือเล่มนี้ถือว่าคือหนังสือที่เป็นต้นแบบของการค้นพบตัวเองที่ดีเยี่ยมเลยทีเดียวที่เต็มไปด้วยคำพยานและเรื่องราวแห่งประสบการณ์ของนักเขียนในการค้นพบตัวเขา จึงเหมาะสำหรับใคร ๆ หลายคนเลยที่กำลังค้นหาตัวเองไม่ได้  ดิฉันเชื่อว่าประชากรเกือบทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ ไม่รู้ว่าคุณค่าและความหมายของตัวเองมาจากที่ไหน และต้องการค้นหาคำตอบของคำถามที่ค้างคาใจเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก คำตอบที่จะนำพาเราไปสู่ผู้เที่ยงแท้ของจักรวาล ผู้ค้ำจุนเรา แหล่งกำเนิดของชีวิต และช่องทางแห่งชีวิต ที่จะนำพาเราไปสู่หนทางแสงสว่าง และเป็นคลังสมบัติที่ล้ำค่าแห่งการค้นพบตัวตนคือคุณค่าตัวเองนั่นเอง คุณคงสงสัยแล้วใช่ไหมว่าดิฉันกำลังกล่าวถึงใคร ท่านผู้นั้นที่ดิฉันกล่าวถึงคือพระบิดาเจ้าและพระเยซูพระบุตรของพระองค์ รวมถึงเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ที่สะท้อนถึงข้อคิดสำหรับชีวิตในการที่จะนำมาประยุกต์ใช้ดำเนินชีวิตเช่นกัน หนังสือเล่มนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 17 บท โดยแต่ละบทจะสำแดงออกมาอย่างเต็มที่เลยสำหรับความรู้ที่ลึกลับแห่งการค้นพบตัวตน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบทหนึ่งที่เป็นที่โปรดปรานของดิฉัน และอยากจะแบ่งปัน นั่นคือบทที่ 7 ซึ่งได้กล่าวถึงแผนการแห่งสวรรค์

https://fatheroflove-thailand.com/book/view/identity-wars-thai

----------------------------

บทที่ 7

แผนการแห่งสวรรค์

เพื่อที่จะอธิบายแบบแผนความรักขั้นสูงสุดของมนุษย์ ชาวกรีกมีเรื่องเล่าของแอดมีตัส (Admetus) และอัลเซสติส (Alcestis) อัครสาวกเปาโลกล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือโรม ดังนี้

“ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้” หนังสือโรม 5: 7

กษัตริย์แอดมีตัสทรงมีชื่อเสียงในด้านความยุติธรรมและการมีใจอารีชอบช่วยเหลือ ทําให้ประชากรทั่วทั้งแผ่นดินต่างรักใคร่พระองค์ วันหนึ่งเทพเจ้าอพอลโล่ได้ทรงถูกขับไล่ออกจากภูเขาโอลิมปัสโดยพระราชบิดาเทพจูปิเตอร์มีคําสั่งให้อพอลโล่ต้องละทิ้งความเป็นเทพและกลายเป็นมนุษย์เพื่อรับใช้มนุษย์ในฐานะทาส เมื่ออพอลโล่เดินทางมาถึงโลกมนุษย์ได้กลายมาเป็นขอทาน เมื่อกษัตริย์แอดมีตัสพบเข้าเกิดความสงสารพระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูอพอลโล่และให้ทํางานเลี้ยงดูฝูงสัตว์ของพระองค์และยิ่งไปกว่านั้นยังเลี้ยงดูอพอลโล่ดั่งบุตร หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี อพอลโล่ได้กลับคืนสู่ฐานะเทพเจ้าดังเดิมและเพื่อตอบแทนแอดมีตัสที่ช่วยเหลือจึงบอกกับเขาว่า “หากในวันใดท่านต้องการความช่วยเหลือ ขออย่าได้ลังเล”

เวลาผ่านไปนานจนกระทั่งวันหนึ่งอพอลโล่ได้กลับมาเฝ้ากษัตริย์แอดมีตัสแล้วแจ้งเรื่องว่าแฮดัส เทพเจ้าแห่งยมโลกจะมาเอาชีวิตพระองค์ไป แต่อพอลโล่ได้ทําข้อตกลงกับเพอร์เซโฟเน่ภรรยาแฮดัสว่าหากหาใครยอมตายแทนได้ก็จะยกเว้นชีวิตกษัตริย์แอดมีตัส

กษัตริย์แอดมีตัสทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระบิดาและสมเด็จแม่เพื่อถามว่าพระองค์จะยอมตายแทนตนได้ไหม สมเด็จทั้งสองตรัสว่า “บุตรเอ๋ย เรารักเจ้า เจ้าเป็นคนดีและเหมาะสมแต่เรารักชีวิตตัวเราเองมากกว่า เราไม่สามารถตายแทนเจ้าได้” กษัตริย์เสด็จไปทั่วแว่นแคว้นเพื่อหาคนที่ยินดีตายแทนพระองค์ แต่ก็ไม่พบใคร จึงทําให้กษัตริย์ท้อพระทัยต่อโชคชะตาของพระองค์ แต่ในขณะนั้นอัลเซสติสพระมเหสีของพระองค์ทูลต่อเทพอพอลโล่ว่า “เทพอพอลโล่ที่รัก ท่านได้อวยพรแก่สามีของข้าฯ และทําให้มีชื่อเสียงลือขจรไปทั่วรวมทั้งทรัพย์สินในอาณาจักรเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า กษัตริย์แอดมีตัสเป็นคนดีและประชากรของพระองค์ต้องการพระองค์อย่างมาก พระองค์ทรงสมควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ขอให้ข้าฯ ตายแทนกษัตริย์เพื่อพระองค์จะมีชีวิตอยู่ต่อไป” พระมเหสีทรงยอมตายแทนกษัตริย์ ผู้คนในแว่นแคว้นทั่วทั้งแผ่นดินต่างพากันสรรเสริญพระมเหสีและไว้ทุกข์ให้กับนางที่ประพฤติตนดีสมเป็นราชินีที่สง่างามของกษัตริย์ และเมื่อพระมเหสีพบกับเพอร์เซโฟเน่ นางก็สงสารและเห็นใจเธอ และบอกกับเธอว่านางจะได้กลับไปมีชีวิตอีกครั้งเพื่อเป็นรางวัลให้กับความซื่อสัตย์ที่นางได้แสดงออกให้แก่สามีรวมถึงเทพอพอลโล่ก็ได้อวยพรแก่ทั้งคู่หลังจากนั้นกษัตริย์แอดมีตัสและพระราชินีอัลเซสติสก็ได้มีชีวิตที่ยืนยาวอีกต่อไปจนสิ้นพระชนม์ตามอายุขัย

“นี่แหละ” นักปรัชญาชาวกรีกจึงพูดกันว่า “คือความรักขั้นสูงสุดที่มนุษย์ยอมตายแทนเพื่อนมนุษย์” หลายคนได้ผูกเรื่องนี้กับคําตรัสของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ตรัสว่า

“ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” หนังสือยอห์น 15:13

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรักขั้นสูงสุดของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังพูดถึงข้อจํากัดของความรักของมนุษย์ ท่านอัครสาวกได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของข้อจํากัดความรักของมนุษย์และบอกเราดังนี้

ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ (8) แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา (9) เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระพิโรธโดยพระองค์ (10) เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรู เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้าโดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์  ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่ หนังสือโรม 5:7-10

พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นถึงความลึกของความรักที่พระองค์ทรงยอมให้พระบุตรถูกทําร้ายเพราะการล่วงละเมิดความบาปของมนุษย์ พระองค์ทรงถูกทําให้มีแผลถลอกฟกชํ้าไปทั่วเพราะความอยุติธรรมที่มนุษย์กล่าวหาพระองค์ พระเจ้าทรงยอมมอบพระบุตรของพระองค์ให้กับศัตรูผู้ชิงชังและโกรธแค้นพระองค์ นี่ไม่ใช่มนุษย์แต่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ก่อนการสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ พระบิดาเจ้าและพระบุตรทรงประชุมปรึกษากันดังที่พระคัมภีร์บอกเราว่ามี “การประสานงานอย่างดีระหว่างท่านทั้งสอง” การพูดคุยครั้งนั้นลงลึกถึงรายละเอียดว่าหากเผ่าพันธุ์มนุษย์เลือกที่จะกบฎต่อพระองค์จะมีแผนการใดเตรียมไว้เพื่อแก้ไข ตอนนี้ถึงเวลานั้นแล้ว มีใครที่จะรับเข้าใจถึงความทุกข์ระทมอันใหญ่หลวงของพระเจ้าได้ พระองค์จะทรงอนุญาตให้พระบุตรตายแทนที่ความบาปที่อาดัมและเอวาก่อขึ้นหรือไม่ หรือพระเจ้าจะทรงยอมให้พระบุตรรับเอาความเหลวแหลกและไร้ค่าสิ้นหวังและจบลงที่หลุมฝังศพของพระองค์หรือไม่ หรือพระเจ้าจะทรงยอมให้พระบุตรทนทุกข์ทรมานและสูญสิ้นสถานะ เกียรติศักดิ์ความเป็นพระบุตรของพระองค์จนกระทั่งพระองค์ถึงกับเปล่งเสียงร้องดังว่า “โอ้พระบิดา โปรดอย่าทิ้งข้าพระองค์”

ในขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่ ลูกชายผมกําลังนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ ผมเหลือบไปมองไปยังใบหน้าที่สวยงาม หล่อเหลา ความรักที่เปี่ยมล้นในตัวเขาทําให้ผมมีความสุข ในเวลานั้นผมเปรียบว่าหากผมอยู่ในตําแหน่งของพระเจ้า ผมจะยอมให้ลูกของผมรับการลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตเพื่อตายแทนกลุ่มคนที่เกลียดชังผมและสิ่งที่ผมนับถือยกย่อง ผมขอสารภาพว่าใจของผมปิดรับความคิดนั้นในทันที  ยิ่งกว่านั้นผมจะไม่รับเอาความคิดแบบนี้ซึ่งเจ็บปวดเกินกว่าที่จะรับได้ เมื่อกลับมาคิดถึงพระเจ้าในสถานการณ์ที่เป็นอยู่นั้นผมรู้สึกตัวเย็นชาและรู้สึกขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อคนบาป ซึ่งผมก็เป็นหนี่งในนั้นที่ได้รับความรอดจากพระบุตรองค์พระเยซูคริสต์ ผมหยุดและครุ่นคิดและรู้สึกขอบพระคุณพระองค์สําหรับความรักที่ล้นเหลือและการเสียสละของพระองค์

ผมรู้สึกประหลาดใจที่พระบุตรหรือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงยอมรับสภาพมนุษย์ทรงยอมรับภาระอันสําคัญยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงทราบจุดจบตั้งแต่เริ่มต้น พระบิดาทรงแจ้งข่าวแก่พระบุตรทันทีที่ความบาปได้แพร่กระจายไปทั่วจักรวาล พระเยซูคริสต์ทรงทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นและรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระองค์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะต้องถูกปฎิเสธ เฆี่ยนตี เยาะเย้ย เกลียดชัง ด่าทอ สาปแช่งรวมทั้งเปลื้องเสื้อผ้า ความมืดมิดบนไม้กางเขน ความไร้สาระของประชาชนนับจํานวนหลายพันล้านคนรวมทั้งความผิดบาปของมนุษย์หลายรัอยชั่วอายุคน พระเยซูคริสต์ทรงเห็นล่วงหน้าก่อนแต่พระองค์ก็ไม่ทรงลังเล พระบุตรทรงตรัสว่า “โอ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ปีติยินดีที่กระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระราชบัญญัติของพระองค์อยู่ในจิตใจของข้าพระองค์” พระบุตรทรงไม่ลังเลพระทัยที่จะเสด็จลงมายังโลกเท่านั้นแต่ทรงเต็มพระทัยที่จะทําตามนํ้าพระทัยของพระบิดาเจ้า พระองค์ทรงต้องการที่จะนําบุตรของพระองค์กลับไปสู่ความสุขตามแผนการเดิมที่เตรียมเอาไว้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแบบไหน เราจะหาใครมาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้หรือไม่ มีอะไรที่สามารถรังสรรค์เป็นคําพูดเพื่อสรรเสริญพระนามพระองค์

เราได้หมายเหตุไว้ในบทที่แล้วว่าอาดัมและเอวาต้องการระบบที่จะสนับสนุนชีวิตและความสามารถที่จะหยั่งรู้ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและความบาป พวกเขาต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าเพื่อที่จะรู้เท่าทันเรื่องโกหกที่ซาตานบอก ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องมีเข็มทิศทางศีลธรรมเพื่อนําทางพวกเขาไปยังทิศเหนือทางฝ่ายจิตวิญญาณ

พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เสมือนของขวัญสําหรับโลกโดยผ่านทางพระบุตรทั้งยังทรงแจ้งให้อาดัมและเอวาทราบในหนังสือปฐมกาล 3:15  นอกจากนั้นพระเจ้าได้ตรัสกับซาตานดังนี้

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นปฏิปักษ์กัน ทั้งเชื้อสายของเจ้ากับเชื้อสายของนาง เชื้อสายของนางจะกระทำให้หัวของเจ้าฟกช้ำ และเจ้าจะกระทำให้ส้นเท้าของท่านฟกช้ำ” หนังสือปฐมกาล 3:15

พระคัมภีร์ข้อนี้เต็มไปด้วยคําสัญญาและความหวัง พระเจ้าทรงบอกให้รู้ว่าพระองค์จะทําให้เชื้อสายของผู้หญิงและซาตานเป็นปฎิปักษ์ต่อกัน เชื้อสายหมายถึงมนุษยชาติทุกคนที่เกิดมายังโลกใบนี้ คําว่า ปฎิปักษ์ หมายถึงการเกลียดชังหรือศัตรู พระเจ้าจะทรงใส่บางสิ่งในจิตใจมนุษย์ที่เกลียดชังบาปและปรารถนาสิ่งดีและความจริง เหตุที่พระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้นก็เพราะว่าพระบุตรจะทรงทําให้มนุษย์กลับคืนดีด้วยชีวิตและการวายชนม์บนโลก นี่คือสิ่งยืนยันการเป็นปฎิปักษ์ระหว่างเชื้อสายของผู้หญิงและซาตาน อัครสาวกเปาโลในหนังสือโรมพูดถึงพระคุณดังนั้น

“แต่ของขวัญที่พระเจ้าให้เปล่า ๆ นั้น มันแตกต่างกันเพราะในทางหนึ่งขณะที่ความผิดของคน ๆ หนึ่ง คืออาดัม ทําให้คนจํานวนมากต้องตาย แต่ในอีกทางหนึ่งความเมตตากรุณาของพระเจ้าและของขวัญที่ผ่านมาทางความเมตตาของคนคนเดียวคือพระเยซูคริสต์นั้น ก็เป็นประโยชน์กับคนมากมาย” หนังสือโรม 5:15

การที่มนุษย์เราสามารถหยั่งรู้ว่าสิ่งใดถูกเกิดจากการเป็นปฎิปักษ์ที่พระเจ้าทรงได้ปลูกไว้ในจิตใจผ่านของขวัญนั้นคือพระบุตรองค์พระเยซูคริสต์ ของขวัญชิ้นเดียวกันนี้ยังให้สิ่งสําคัญอันยิ่งยวดอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็คือ ชีวิต อัครสาวกเปาโลได้กล่าวถึงความจริงข้อนี้ในหนังสือโรมบทเดียวกันดังนี้

“คนเดียวทําผิด ก็ทําให้มนุษย์ทุกคนต้องถูกตัดสินว่าผิด เช่นเดียวกันคนคนเดียวทําถูกต้องก็ทําให้พระเจ้ายอมรับและให้ชีวิตกับมนุษย์ทุกคน” หนังสือโรม   5:18

นี่คือความจริงอันล้ำเลิศที่นําสันติสุขและความชื่นชมยินดีอย่างล้นเหลือ ความจริงข้างต้นนี้หมายถึงอากาศที่คุณสูดเข้าไป (ไม่ว่าคุณจะเชื่อในพระบุตรและการสละชีพเพื่อมวลมนุษย์หรือไม่ก็ตาม) มาจากองค์พระเยซูคริสต์ และเพราะพระองค์นั้นเองที่ทําให้หัวใจของคุณเต้น สูดอากาศเข้าออกที่ทําให้ชีวิตดํารงอยู่ การทําหน้าที่ทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รับรู้ก็ตามล้วนมาจากพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นหัวใจแห่งความแท้จริง

...เพื่อเขาจะได้แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า และหากเขาคลําหาก็จะได้พบพระองค์ด้วย ด้วยพระองค์มิได้ทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย (28) ด้วยว่าเรามีชีวิตและไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์ หนังสือกิจการ 17: 27,28a

พระเจ้ามิได้ทรงอยู่ห่างไกลจากเราแต่ละคนเพราะทุกชีวิตได้รับการคํ้าจุนโดยองค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงวายพระชนม์บนไม้กางเขน หากเรารู้สึกว่าพระองค์อยู่ห่างไกลลองจับชีพจรดู คุณก็จะรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้แค่ไหน ความจริงคือว่าพระองค์ไม่เคยอยู่ห่างไกลจากเราเลย

นอกจากนี้แล้วบนพื้นฐานที่ว่าพระเจ้าทรงปราถนาที่จะให้มนุษย์ทําในสิ่งที่ถูกต้องและต่อต้านความชั่ว ลองนึกดูตอนที่คุณคิดอยากจะทําอะไรที่ออกนอกลู่นอกทาง แต่เมื่อคิดดูอีกทีคุณตัดสินใจล้มเลิกความคิดและไม่ได้ทํา สิ่งนี้ก็คือของประทานจากพระเจ้าการเป็นปฎิปักษ์ต่อสิ่งที่ชั่ว ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อในพระเจ้าก็ตาม แต่คุณก็ยังได้รับของประทานชิ้นนี้จากพระองค์อยู่ดี มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้หรือไม่เท่านั้น นอกจากนี้เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงส่งฝนตกลงมายังที่นาของทั้งคนดีและคนบาป หรือซาตานใส่ความคิดที่ชั่วร้ายไว้ในใจของใครบางคนที่ประสงค์ร้ายกับคุณหรือทรัพย์สิน แต่ความคิดที่เป็นปฎิปักษ์ต่อความชั่วของพระเจ้าได้หยุดยั้งความคิดเหล่านั้นไว้ แน่นอนมนุษย์ยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกทําหรือไม่ทําตามความปราถนาชั่วนั้นอยู่ แต่ถ้าหากว่าไม่มีความคิดที่เป็นปฎิปักษ์นั้นอยู่เลย มนุษย์ก็คงไม่สามารถหยุดความคิดอันชั่วร้ายที่อยู่ในใจนั้นได้เลย

พระองค์ช่างทรงเป็นพระบิดาที่สุดแสนวิเศษของมนุษยชาติ มนุษยชาติได้หลงหายและตกเป็นทาสในทางบาปชั่วของซาตาน มนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองและจมปลักอยู่ในความทุกข์เข็ญและความตาย แต่พระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาไม่ได้ละทิ้งมนุษย์ พระองค์ได้ทรงประทานสิ่งที่มีค่าสําคัญที่สุดของพระองค์ให้แก่มวลมนุษย์ คือพระบุตรลงมาตายแทนบาปของมนุษยชาติ การเสียสละที่จะเป็นจุดศูนย์กลางของการศึกษาตลอดไปเป็นนิตย์

เมื่อคุณครุ่นคิดสิ่งเหล่านี้ คุณมีความรู้สึกอย่างไร พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเรียกให้เรายอมรับพระองค์และเชื่อในความจริงที่พระองค์ตรัสบอกและอยากให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงรักเราอย่างจริงจังและทรงยอมที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้ตัวคุณกลับมา ผมไม่สามารถต้านทานความรักเช่นนี้ได้ มันเป็นความรักที่ผมยอมที่จะพ่ายแพ้ แล้วคุณล่ะ

----------------------------

จากที่กล่าวมาทั้งบทของเรื่องนี้ เราจะเห็นว่าพระบิดาและพระบุตรทรงคุณความดีงามอย่างยิ่งยวด ทรงทำทุกอย่างเพื่อเรา ทรงมีพระประสงค์และแผนการที่ดีแก่เราเสมอ ถึงแม้ใจมนุษย์เรามีความคิดที่ชั่วร้ายขนาดไหน ช่างเป็นความรักที่วิเศษอย่างเหลือล้นเสียนี่กระไรที่พระองค์ยังทรงรักมนุษย์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงและอยากให้เราทำตามพระประสงค์ของพระองค์เสมอ ดังนั้นอยากหนุนใจให้เรายอมต่อความรักนี้เถอะ เพื่อเราจะได้เห็นความรักนั้นมากยิ่งขึ้น เราก็จะเห็นได้จากประสบการณ์ของนักเขียนเหมือนกันว่า ใจท่านนั้นมีความยำเกรงต่อพระเจ้า ยอมจำนน และอ่อนน้อมถ่อมตนลง และได้สัมผัสถึงความรักและความเมตตาของพระบิดาและพระบุตรอย่างแท้จริง ถึงแผนการของพวกเขา และท่านก็ยอมที่จะพ่ายแพ้ต่อความรักเช่นนี้ แด่พระสิริของพระองค์ ดังนั้นอยากจะขอแนะนำให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ หากคุณอยากจะทำความรู้จักกับพระบิดาและพระบุตรให้ลึกซึ้งมากขึ้น และอยากจะทราบว่าประสบการณ์ของนักเขียนทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไรทำไมเขาจึงค้นพบตัวเองได้อย่างมีความหมายและทรงคุณค่ามาก อยากให้คุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มดูเพื่อความกระจ่างสำหรับตัวคุณเอง

ท้ายนี้ หวังว่าผู้อ่านทุกคนที่อ่านบทความนี้หรือหนังสือเล่มนี้จะได้รับบางอย่างที่ทรงคุณค่ามากที่สามารถเข้าหาใจและความคิดของคุณได้เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง และดิฉันเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นหนทางที่จะช่วยให้คุณตระหนักได้ว่าคุณจะสามารถค้นพบตัวตนของคุณได้จากที่ไหนจริง ๆ และบังเกิดผล ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร

ท่านที่รักทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า และเราจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านั้นเรายังไม่รู้ แต่เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราจะเป็นเหมือนอย่างพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น 1 ยอห์น 3:2

อาเมน