Fatheroflove-thailand

ความประทับใจที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ที่ชื่อว่า ความรักดั้งเดิม

โพสต์ พฤศจิกายน 16, 2021 โดย Thanee Sarita ใน คำพยาน
69 มีคนดู

โดยส่วนตัวแล้ว พอเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ในบทแรก ก็รู้สึกชอบเลย เพราะเห็นถึงคำอธิบายของความรักซึ่งเป็นสิ่งเราทุกคนต่างแสวงหา จึงขอยกตัวอย่างบทที่ 1 ที่ทำให้ประทับใจมากตั้งแต่แรกเริ่มอ่าน บทนี้ทำให้ดิฉันเข้าใจถึงความรักแบบอากาเป้และอีรอส ว่าความเป็นมาของความหมายทั้งสองนั้นเป็นอย่างไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร ในบทนี้เป็นแรงผลักดันอย่างมากที่ทำให้ใจดิฉันยิ่งสัมผัสได้ถึงความรักที่แท้จริงของพระบิดาที่สถิตในสวรรค์มากขึ้นและมีความปรารถนาและความหวังที่อยากให้พระเจ้าทรงนำชีวิตไปเป็นเช่นนั้น ที่ซึ่งพระองค์ทรงอยากให้เรามีความรักนี้ที่เป็นความรักดั้งเดิมของพระองค์ ความรักที่พระองค์ทรงประสงค์มาตั้งแต่ต้น คือความรักแบบอากาเป้นั่นเอง เราทุกคนเกิดมา ประสงค์อยากมีความรัก แต่โดยส่วนใหญ่เราไม่รู้และไม่ได้ตระหนักว่าความรักแบบไหนกันที่เราควรมีและยั่งยืนนาน ที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาและเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาหรือใฝ่หาความรักที่เป็นความรักมั่นคงและยั่งยืนของพระบิดาบนสวรรค์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และดำเนินชีวิตตามรูปแบบที่พระองค์ทรงประสงค์สำหรับชีวิตของเรา เพื่อความสุขที่แท้จริงของเรา และเพื่อที่เราจะได้มีความรักที่เที่ยงแท้อยู่ในพระองค์ดั่งสายน้ำที่ได้รับพระพรอย่างเหลือล้น สำหรับความรักแบบอีรอสนั้น เป็นคำที่ไม่นิยมใช้อยู่แล้วในพระคัมภีร์ หากเราอยากรู้แล้วว่าความรักที่กล่าวมานั้นเป็นอย่างไรกัน เป็นจริงอย่างที่ว่าไหม ให้ลองไปอ่านดูเลย

https://fatheroflove-thailand.com/book/view/original-love

------------------------------

1. เรื่องราวแห่งความรักในพระคัมภีร์

ครั้งหนึ่งในขณะที่พระเยซูทรงเทศนาอยู่บนภูเขา พระองค์ได้ตรัสถึงหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับความยากลำบากของมนุษย์ หนึ่งในหลายเรื่องที่พระองค์ทรงกล่าวถึงคือเรื่องนี้

(27) ท่านทั้งหลายได้ยินว่ามีคำกล่าวในครั้งโบราณว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ (28) ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว มัทธิว 5:27-28

สำหรับบุรุษคริสเตียน คำเหล่านี้ดูเหมือนจะทำลายความรู้สึกชอบธรรมที่บุรุษนั้นมีในตัวเอง ในข้อความที่พระเยซูทรงยกขึ้นมานี้ สัมผัสถึงแก่นแท้ของการเป็นทาสแห่งความบาปของมนุษย์ สำหรับมนุษย์คนใดก็ตามซึ่งปรารถนาที่จะมีจิตใจอันบริสุทธิ์ คำกล่าวนี้ย่อมทำให้เขาคุกเข่าลงด้วยความเสียใจ และมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่เขาต้องการผู้ช่วยให้รอดซึ่งทรงพระชนม์อยู่ในหัวใจของเขา นั่นคือ พระเยซูคริสต์เจ้า เราทราบดีว่าพระองค์ไม่ทรงเคยมองผู้หญิงคนใด เพื่อให้เกิดใจกำหนัดหรือมีตัณหาต่อผู้หญิงคนนั้นเลย ด้วยรับรู้ความจริงข้อนี้ มนุษย์มีความหวังในฐานะมนุษย์ผู้กระทำบาป ที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจกลับไปสู่ความรักดั้งเดิมได้

เมื่อเราคิดถึงเหตุการณ์ซึ่งอาดัมมนุษย์ผู้แรกได้เห็นเอวาหญิงสาวสวยยืนอยู่ตรงหน้าถ้าเป็นผู้ชายโดยทั่วไปแล้วอาจจะร้องผิวปาก พูดเกี้ยวพาราสี กระนั้นสิ่งนี้ได้วางรากลงไปในพระคัมภีร์ถึงความโน้มเอียงของจิตใจที่ออกนอกลู่นอกทางไปของมนุษย์ หลายคนจำนวนมากไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการถึงสภาพสวนเอเดนได้ เพราะเกรงกลัวว่าธรรมชาติบาปจะเข้าครอบงำ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความรักที่อยู่ภายในหัวใจของอาดัม เมื่อเขาได้เห็นเอวา เราจำเป็นที่จะต้องอ่านข้อพระคัมภีร์

(22) กระดูกซี่โครงซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงชักจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิงคนหนึ่ง และทรงนำเธอมาให้ชายนั้น (23) อาดัมจึงว่า “บัดนี้ นี่เป็นกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกเธอว่าหญิง เพราะว่าหญิงนี้ออกมาจากชาย ปฐมกาล 2:22-23

พิจารณาอย่างระมัดระวังถึงข้อความที่อาดัมบรรยายถึงเอวา เมื่อสายตาของทั้งคู่บรรจบกัน “บัดนี้ นี่เป็นกระดูกจากกระดูกของเราและเนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกเธอว่าหญิง เพราะว่าหญิงนี้ออกมาจากชาย” พื้นฐานแห่งความรักดั้งเดิมนี้ ไม่ใช่การที่อาดัมเห็นบางอย่างที่งดงาม ซึ่งเขาปรารถนาที่จะได้มาครอบครอง แต่เขามองเห็นใครคนหนึ่งที่มีชีวิตออกมาจากชีวิตของเขา เขามองเห็นผู้ที่ออกมาจากใกล้หัวใจของเขาเพราะฉะนั้นเขาจึงทะนุถนอมดูแลเธอ เปรียบดังตัวของเขาเองคนที่สอง เหมือนดังที่เปาโลได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

(28) เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง (29) เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทะนุถนอมเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำแก่คริสตจักร (30) เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์แห่งเนื้อหนังของพระองค์และแห่งกระดูกของพระองค์ เอเฟซัส 5:28-30

ดังนั้นเราสังเกตเห็นว่า เหมือนกับที่อาดัมได้พูดกับเอวาว่า เธอเป็นเนื้อจากเนื้อของฉันและกระดูกจากกระดูกของฉัน ในท่าทีเดียวกัน อาดัมคนที่สอง คือ พระเยซูคริสต์เจ้า ก็ได้ตรัสถึงคริสตจักรว่า ”เจ้าเป็นเนื้อจากเนื้อของเราและกระดูกจากกระดูกของเรา” พระองค์ทรงรักเราทั้งหลาย ไม่ใช่เพราะเรามีอะไรที่จะถวายให้แก่พระองค์ แต่ทรงรักเราเพราะเรามาจากพระองค์ ช่างเป็นความรักที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้

มากยิ่งไปกว่านั้น หากเราอ่านเรื่องราวในหนังสือปฐมกาลบทที่ 2 โดยละเอียดแล้ว เราจะพบว่าอาดัมได้อาศัยอยู่ในสวนเอเดนครอบครองเหนือสรรพสิ่งทรงสร้างทุกอย่าง ก่อนที่ผู้หญิงจะถูกสร้างจากซี่โครงของเขา เมื่อเอวาออกมาจากอาดัม ทุกอย่างที่เขาเป็นเจ้าของ เขามอบให้แก่เธอเพื่อที่จะเป็นผู้ครอบครองร่วมกันกับเขา จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เขาทำอย่างนี้เพราะเขามีความต้องการที่จะได้เป็นเจ้าของและเข้าควบคุมหรือไม่ เขาแสวงหาที่จะซื้อเธอด้วยสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่เขามีหรือเปล่า เปล่าเลย นั่นไม่ใช่ความรักที่อยู่ในหัวใจของอาดัมที่มีต่อเอวา ความรักที่อยู่ในใจของเขาคือ ความรักที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก แต่ความรักนั้นเป็นความรักอย่างไรกัน คำว่า ความรัก ในภาษากรีก คือคำว่า 1. อากาเป้ (Agape) ซึ่งแปลความหมายว่า ความรักเมตตากรุณา คือความรักที่ไม่ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะใด ๆ ที่ผู้รับนั้นมี คำในภาษากรีกที่แปลความหมายความรักในบัจจุบันนี้บ่อยครั้ง คือคำว่า 2. อีรอส (Eros) ซึ่งเป็นคำที่ไม่เคยเป็นที่ยอมรับในพระคัมภีร์ อีรอส คือความรักต่อสิ่งที่สวยงาม สูงส่ง และน่ารัก  อีรอส คือ ความอยากที่จะครอบครองและมีความสุขกับสิ่งที่ให้ความพอใจแก่สายตาของเรา แก่ความอยากต่าง ๆ และแก่ร่างกายของเรา อ่านตัวอย่างได้ในหนังสือผู้วินิจฉัย 14:2-3 และ 2 ซามูเอล 11:2 

เมื่อเอวามาหาอาดัมด้วยผลไม้ต้องห้ามนั้น เธอครอบครองบางอย่างที่พระเจ้าไม่ได้ทรงโปรดประทานแก่อาดัมเพื่อที่จะมอบให้แก่เธอ ด้วยผลไม้ต้องห้าม เอวาได้ครอบครองบางสิ่งที่อาดัมไม่เคยมีมาก่อน ความคิดของเธอเต็มไปด้วยวิธีการคิดใหม่ หลังจากที่เดินออกมาจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ซาตานล่อลวงเอวาด้วยคำพูดต่าง ๆ ที่มีเล่ห์เหลี่ยมของมัน มารพูดกับเธอว่าเธอเป็นดังผู้ที่มีความงดงามในตัวของเธอเอง มันไม่ได้กล่าวถึงเธอในฐานะผู้ที่ได้รับมรดกจากอาดัม ซาตานกล่าวถึงเธออย่างเรียบง่ายว่าเป็นผู้ที่งดงาม นี่ทำให้เธอถูกยกยอขึ้น และส่งผลให้เธอหลงลืมแหล่งแห่งความงดงามของเธอ ความคิดที่เกิดขึ้นเมื่อมองดูผู้หญิงและคิดไปถึงความงดงามของเธอ เพื่อที่จะได้บางสิ่งบางอย่างจากเธอนั้นคือ ความคิดที่ถูกดลใจจากซาตาน

มีบางสิ่งที่แปลกประหลาดและน่าตื่นตกใจเกี่ยวกับเอวา เมื่อเธอมาหาอาดัมด้วยท่วมท้นในการเป็นกบฏ ด้วยความรู้สึกใหม่เกี่ยวกับตัวตนของเธอ ความอาจหาญของเธอ ความมั่นใจในตัวเอง และความทะเยอทะยานของเธอ ซึ่งค่อนข้างมีผลดึงดูดต่ออาดัม สิ่งนี้ช่างแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในการกินผลไม้ที่ต้องห้ามนั้น อาดัมไม่ใช่เพียงแค่ทำให้กฎเกณฑ์ของพระเจ้าเป็นมลทิน แต่เขายังได้สถาปนากฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ – เป็นกฎที่ส่งผลต่อบุตรชายของเขาทุกคน ให้มองดูผู้หญิงเพื่อที่จะมอบอะไรบางอย่างให้แก่พวกเธอ ภายในหัวใจของสุภาพบุรุษนั้น ถูกประทับตราด้วยความรู้สึกที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้ให้ชีวิต เธอครอบครองหนทางสู่การมีชีวิต ดังนั้นการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับเพศหญิงนั้นจึงเริ่มต้นขึ้น และสัญลักษณ์แห่งการเป็นทาสของผู้ชายอันใหม่จึงเกิดขึ้น กล่าวคือรูปร่างของผู้หญิงเปลือยเปล่าซึ่งมีอยู่ในความคิดของเขา ผู้ชายจะมองหาผู้หญิงเพื่อที่จะได้มาซึ่งชีวิต แทนที่ผู้หญิงจะมองหาผู้ชายเพื่อที่เขาจะได้มอบชีวิตให้แก่เธอ สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่แล้ว นี่เป็นภาพซึ่งเป็นดังสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในสวนเอเดน ในการเปลี่ยนผ่านนั้น ความรักของผู้ชายได้เปลี่ยนแปลงทันทีอย่างน่าเศร้าใจ จากความรักแบบอากาเป้ ไปสู่ความรักแบบอีรอส มันเปลี่ยนแปลงจากความรักที่ให้โดยไม่แสวงหาสิ่งใดสำหรับตัว สู่ความรักที่ถูกดึงดูดเพียงแค่กับสิ่งที่ให้ความพึงพอใจของตัวเอง

ความคิดโดยธรรมชาติอาจจะคิดได้ว่า ความรักแบบใหม่นี้เป็นการยกระดับผู้หญิงขึ้น แต่ที่จริงแล้ว มันจองจำผู้หญิงไว้อยู่ในการเป็นทาส  ผู้หญิงต้องครอบครองบางอย่างเพื่อที่จะมอบให้แก่ผู้ชาย เพื่อที่จะจัดเตรียมอาหารตาไว้สำหรับผู้ชาย เพื่อที่จะดึงดูดเขาไว้ โลกแห่งแฟชั่นและการปรับปรุงร่างกายให้ดียิ่งขึ้นได้บังเกิด ผู้หญิงในปัจจุบันนี้เสาะหาที่จะสำแดงความมีคุณค่าของเธอเองต่อผู้ชายที่เธอปรารถนา จากทรัพยากรที่เธอมี เธอปฏิเสธมรดกตกทอดของเธอเองอย่างไม่ทันหยั่งรู้จากชายนั้น และเข้าหาเขาด้วยข้อตกลงใหม่ต่าง ๆ และเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ว่างเปล่า ทั้งจากผู้ชายและผู้หญิง ผู้ชายถูกทิ้งให้มีราคะตัณหาต่อไป และผู้หญิงก็ถูกเหลือให้รู้สึกไม่มั่นคงมั่นใจตลอดไป

ให้สังเกตอย่างระมัดระวังว่าความรักดั้งเดิมที่อาดัมรู้สึกต่อเอวานั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เธอมีในตัวของเธอเอง แต่ในสิ่งที่เธอได้ออกมาจากเขา  อาดัมมอบทุกสิ่งที่เขาได้ถูกประทานจากพระเจ้าให้แก่เอวา เพราะว่าเธอออกมาจากเขา เพราะฉะนั้นจึงเป็นส่วนของเขา และความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เขาทั้งสองมีร่วมกันได้ถูกทำให้เข้าใจอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ อากาเป้ ต้นฉบับแห่งความรัก

สังเกตตรงนี้เช่นกันว่าทางเดียวที่จะให้แน่ใจว่าความรักแบบอากาเป้นั้น เป็นความรักที่บริสุทธ์ คือการรู้อย่างแน่นอนว่า ผู้รับไม่มีสิ่งโดยธรรมชาติสิ่งใดที่อยู่ภายในเขาเองที่จะปลุกความรักขึ้นมาได้เลย ถ้าหากว่าผู้หญิงครอบครองบางสิ่งบางอย่างโดยธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากผู้ชาย เมื่อนั้นความรักแบบอีรอส ก็จะถูกปลุกขึ้น ดังนั้นแล้วผู้หญิงจำต้องหว่านเสน่ห์อย่างต่อเนื่องในสิ่งที่เธอได้เริ่มต้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความตาย คุณสมบัติใดก็ตามในผู้ชายที่อยู่นอกเหนือจากพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่ถาวร และความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ส่งเสริมและต้องการความรู้สึกเหล่านี้จะยั่งยืนไม่ได้ ในแผนการขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าหรือความสามารถในการปรองดองเข้ากันได้กับฝ่ายชาย ระลึกไว้ว่าอาดัมได้ให้เหตุผลถึงสาเหตุที่เขารักผู้หญิงว่า เธอเป็นกระดูกจากกระดูกของฉัน เป็นเนื้อจากเนื้อหนังของฉัน – นั่นเป็นรากฐานของความรักแบบดั้งเดิม

และดังที่เอวาได้รับมรดกจากอาดัม เป็นสิ่งที่แน่นอนถึงเรื่องความรักแบบอากาเป้ที่เขามีต่อเธอ การที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงรับมรดกจากพระบิดาเจ้า ก็เป็นสิ่งอันแน่นอนของความรักแบบอากาเป้สำหรับพระบุตรของพระองค์เช่นเดียวกัน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ พระบิดาตรัสว่า

และดูเถิด มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” มัทธิว 3:17

หนทางที่เป็นไปได้หนทางเดียวที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงมีความรักแบบอากาเป้ต่อองค์พระบุตรได้อย่างแท้จริง นั่นคือการที่พระบุตรได้รับทุกสิ่งอย่างที่พระองค์มีมาจากพระบิดา นั่นเป็นหนทางเดียวที่ยืนยันถึงความรักเมตตากรุณา  หากพระบิดาเจ้าจะทรงมองเข้าไปในดวงพระเนตรแห่งบุตรของพระองค์และทรงรักท่าน ด้วยเหตุผลที่พระบุตรทรงเป็นพระเจ้าที่มีความสามารถไม่สิ้นสุด หรือ เนื่องจากที่พระบุตรทรงรอบรู้ในทุก ๆ อย่างนี้เองจึงไม่ใช่ความรักแบบอากาเป้ แต่เป็นความรักแบบอีรอส จนกระทั่งบัดนี้ เพราะว่าพระคัมภีร์ได้บอกเราทั้งหลายว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานทุกอย่างแก่พระบุตร สิ่งนี้เปิดเผยให้เราเห็นว่า ความรักของพระองค์นั้นเป็นความรักแบบอากาเป้อย่างไม่มีความด่างพร้อย และนี่เป็นความรักที่พระองค์ทรงแบ่งปันร่วมกับเราทั้งหลาย เรารักด้วยความรักแบบอากาเป้ เนื่องจากพระองค์ทรงรักพระบุตรของพระองค์ด้วยความรักแบบอากาเป้นี้

“เราทั้งหลายรักพระองค์ ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” 1 ยอหฺ์น 4:19

ถ้าหากว่าเรานมัสการพระเจ้าที่ทรงรัก เนื่องจากคุณสมบัติภายในที่ได้รับผ่านการสืบทอดมา เมื่อนั้นเราจะทำอย่างเดียวกัน เราจะเป็นในสิ่งที่เรามองดู หากเรานมัสการพระบุตรผู้ที่ทรงได้รับทุกสิ่งจากพระบิดาและทรงพักสงบอยู่ในความเชื่อมั่นแห่งความรักเมตตาแบบอากาเป้ที่หวานซึ้งของพระบิดา เมื่อนั้นเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาพลักษณ์แห่งความรักแบบนี้ และความรักดังที่พระบิดาเจ้าทรงรักพระบุตรของพระองค์ เราจะเชื่อและเข้าใจว่าเราได้รับทุกสิ่งจากพระเจ้าและเราเป็นลูกของพระองค์

ของประทานที่ดีและเลิศทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน คือมาจากพระผู้สร้าง (บิดา) แห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระองค์ไม่มีการแปรปรวนหรือเงาของการเปลี่ยนแปลง ยากอบ 1:17

องค์พระบิดาเจ้าทรงเป็นความรักแบบอากาเป้ และในพระองค์ไม่มีความรักแบบอีรอสอยู่เลย

----------------------------

ท้ายนี้ ท่านคงเห็นเหมือนอย่างตัวดิฉันเห็นแล้วว่าความรักแบบไหนกันที่พระบิดาทรงอยากให้เรามี และความรักแบบไหนกันที่พระองค์ไม่ทรงอยากให้เรามี แน่นอนว่าความรักของพระองค์เป็นสิ่งที่สวยงามและคงทนถาวร รักที่เต็มไปด้วยความไม่เห็นแก่ตัวใด ๆ รักที่บริสุทธิ์ที่พร้อมที่จะให้แต่สิ่งดีแก่ลูก ๆ ทุกคนของพระองค์เสมอและอยากให้เราดำเนินชีวิตตามเพื่อความเป็นอยู่ที่พบสันติสุขที่แท้จริงของเราเอง และพระองค์ทรงอยากให้เรามีความรักในแบบของพระองค์สู่กลับพระองค์ เพื่อชีวิตนิรันดร์ คือความรักแบบอากาเป้ ไม่ใช่ความรักแบบอีรอส

หากท่านอยากศึกษาเกี่ยวกับความรักดั้งเดิมนี้เพื่อความกระจ่างแจ้งมากขึ้น ท่านสามารถคลิกลิงก์หนังสือนี้เพื่ออ่านต่อได้ มีอีกหลายบทที่ให้ข้อคิดที่ล้ำเลิศ

พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

ยอห์น 3:16

อาเมน