ซาตานทำให้ทุกคนเข้าใจพระเจ้าผิดเพี้ยนไป พระเจ้าจะทรงทำอย่างไรเพื่อให้เรารู้ถึงความจริง

Posted Jun 12, 2018 by Ellen White in พระลักษณะ Hits: 2,095
Translated by Kharom Promutit; Pimpa Pitchayaadison

นอกจากการสำแดงให้เห็นถึงพระเจ้าจากสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แล้ว เรายังมองเห็นพระเจ้าในพระเยซูอีกด้วย เมื่อเรามองไปยังพระเยซู เราจะมองเห็นพระสิริของพระเจ้าที่ทรงโปรดประทานมาให้แก่เรา พระคริสต์ทรงตรัสว่า “เรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น” “เรามิได้แสวงหาเกียรติของเราเอง” แต่ “แสวงเกียรติให้พระองค์ผู้ทรงใช้(เรา)มา” (ยอห์น 8:28; 6:57; 8:50;7:18) ข้อพระคำเหล่านี้แสดงถึงหลักการอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นกฎแห่งชีวิตสำหรับจักรวาล พระคริสต์ทรงรับทุกสิ่งจากพระเจ้าแต่พระองค์ทรงรับไว้เพื่อการให้ ซึ่งชีวิตของพระบิดาได้หลั่งไหลไปสู่สรรพสิ่ง ก็โดยพันธกิจของพระคริสต์บนแผ่นดินสวรรค์ต่อสิ่งที่ถูกสร้างเหล่านี้ โดยพระบุตรที่รักนี้เอง จึงก่อให้เกิดการหวนคืนมาของการรับใช้ด้วยความชื่นชมยินดีและเต็มไปด้วยการสรรเสริญ และคลื่นแห่งความรักได้หลั่งไหลกลับคืนไปสู่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งชีวิตอันยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่ง และโดยพระคริสต์นี้เอง วงจรของการเกื้อกูลจึงสมบูรณ์แบบ และเป็นการสำแดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าอันเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนี่เป็นกฎแห่งชีวิต (DA 21.2} 

(ชีวิตหลั่งไหลจาก พระเจ้า -> โดยผ่านพระบุตร -> สู่สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง)

(การสรรเสริญและความชื่นชมหลั่งไหลกลับมาจาก: สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง -> โดยผ่านพระบุตร -> สู่พระเจ้า)

But turning from all lesser representations, we behold God in Jesus. Looking unto Jesus we see that it is the glory of our God to give. "I do nothing of Myself," said Christ; "the living Father hath sent Me, and I live by the Father." "I seek not Mine own glory," but the glory of Him that sent Me. John 8:28; 6:57; 8:50; 7:18. In these words is set forth the great principle which is the law of life for the universe. All things Christ received from God, but He took to give. So in the heavenly courts, in His ministry for all created beings: through the beloved Son, the Father's life flows out to all; through the Son it returns, in praise and joyous service, a tide of love, to the great Source of all. And thus through Christ the circuit of beneficence is complete, representing the character of the great Giver, the law of life.

(Life flows out from:  God -> through Son -> Everything created)

(Praise and Service returns from:  Everything created -> through Son -> God)

ในสวรรค์กฎนี้ถูกละเมิดไป ความบาปเกิดจากการสนใจแต่ตัวเอง ซึ่งลูซีเฟอร์เครูปผู้พิทักษ์ต้องการเป็นที่หนึ่งในสรวงสวรรค์ มันจึงพยายามที่จะควบคุมชาวสวรรค์ให้หันเหไปจากพระผู้ทรงสร้างและทำให้พวกเขาจงรักภักดีต่อมัน ด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเจ้าทรงประสงค์การยกย่องสรรเสริญพระองค์เอง มันพยายามที่จะเอาอุปนิสัยอันชั่วร้ายของมันเองสวมทับพระลักษณะของพระผู้สร้างผู้เปี่ยมด้วยความรัก ดังนั้น มันจึงล่อลวงเหล่าทูตสวรรค์ ล่อลวงมนุษย์ และนำพวกเขาให้สงสัยพระคำของพระเจ้ารวมทั้งความดีของพระองค์ เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเที่ยงธรรมและน่าเกรงขาม ซาตานจึงทำให้มนุษย์มองว่าพระองค์ทรงโหดร้ายและไม่ทรงโปรดให้อภัย มันจึงดึงมนุษย์ให้ต่อต้านพระเจ้าและค่ำคืนแห่งความหายนะจึงตกลงมายังโลกนี้ {DA 21.3}

In heaven itself this law was broken. Sin originated in self-seeking. Lucifer, the covering cherub, desired to be first in heaven. He sought to gain control of heavenly beings, to draw them away from their Creator, and to win their homage to himself. Therefore he misrepresented God, attributing to Him the desire for self-exaltation. With his own evil characteristics he sought to invest the loving Creator. Thus he deceived angels. Thus he deceived men. He led them to doubt the word of God, and to distrust His goodness. Because God is a God of justice and terrible majesty, Satan caused them to look upon Him as severe and unforgiving. Thus he drew men to join him in rebellion against God, and the night of woe settled down upon the world.

โลกตกอยู่ในความมืดด้วยการเข้าใจพระเจ้าผิดไป เพื่อขจัดเงาแห่งความโศกเศร้าและนำโลกกลับไปยังพระเจ้า จะต้องตัดขาดอำนาจแห่งการหลอกลวงของซาตาน โดยไม่สามารถทำสิ่งนี้ด้วยการบังคับ ซึ่งการบังคับนั้นเป็นหลักการที่ขัดแย้งกับการปกครองของพระเจ้า พระเจ้าประสงค์การรับใช้ด้วยความรักเท่านั้น และความรักไม่สามารถมาจากการสั่งการ การบังคับและอำนาจไม่อาจก่อให้เกิดความรักได้ ซึ่งโดยความรักเท่านั้นที่จะผลักดันให้เกิดความรักขึ้นมา การรู้จักพระเจ้าคือการรักพระองค์ พระลักษณะของพระองค์จะต้องถูกสำแดงให้แตกต่างจากลักษณะของซาตาน ทั่วทั้งจักรวาลมีเพียงผู้เดียวที่จะกระทำสิ่งนี้ได้ ซึ่งพระองค์(พระคริสต์)เท่านั้นผู้ทรงรู้ถึงความสูงส่งและความล้ำลึกในความรักของพระเจ้าที่จะทรงสำแดงให้กระจ่าง ท่ามกลางโลกที่มืดมน ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมจะต้องโผล่ขึ้น ด้วย“การรักษาภายใต้ปีกของพระองค์” (มาลาคี 4:2) {DA 22.1}

The earth was dark through misapprehension of God. That the gloomy shadows might be lightened, that the world might be brought back to God, Satan's deceptive power was to be broken. This could not be done by force. The exercise of force is contrary to the principles of God's government; He desires only the service of love; and love cannot be commanded; it cannot be won by force or authority. Only by love is love awakened. To know God is to love Him; His character must be manifested in contrast to the character of Satan. This work only one Being in all the universe could do. Only He who knew the height and depth of the love of God could make it known. Upon the world's dark night the Sun of Righteousness must rise, "with healing in His wings." Mal. 4:2.

แผนการแห่งการทรงช่วยให้รอดนั้นไม่ได้คิดขึ้นหลังจากที่อาดัมล้มลงในความบาป แต่เป็น “การเปิดเผยถึงข้อล้ำลึก ซึ่งได้ปิดบังไว้ตั้งแต่นิรันดร์กาล” (โรม 16:25) เป็นการเปิดเผยหลักการจากนิรันดร์กาลซึ่งเป็นรากฐานแห่งบัลลังก์ของพระเจ้า ตั้งแต่แรกเริ่ม พระเจ้าและพระคริสต์ทรงทราบถึงการกบฏของซาตานและการล้มลงของมนุษย์เนื่องด้วยอำนาจแห่งการล่อลวงของผู้ล่วงละเมิด ไม่ใช่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้ความบาปเกิดขึ้น แต่พระองค์ทรงเห็นล่วงหน้าแล้วในการปรากฏของความบาปและทรงเตรียมทางออกสำหรับสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ พระองค์ทรงรักโลกนี้มากจนกระทั่งพระองค์ทรงสัญญาที่จะทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ “เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16) {DA 22.2}

The plan for our redemption was not an afterthought, a plan formulated after the fall of Adam. It was a revelation of "the mystery which hath been kept in silence through times eternal." Rom. 16:25, R. V. It was an unfolding of the principles that from eternal ages have been the foundation of God's throne. From the beginning, God and Christ knew of the apostasy of Satan, and of the fall of man through the deceptive power of the apostate. God did not ordain that sin should exist, but He foresaw its existence, and made provision to meet the terrible emergency. So great was His love for the world, that He covenanted to give His only-begotten Son, "that whosoever believeth in Him should not perish, but have everlasting life." John 3:16.

ลูซิเฟอร์พูดไว้ว่า “ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า…..ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด” (อิสยาห์ 14:13,14) พระคริสต์ “ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์”(ฟิลิปปี 2:6,7) {DA 22.3}

Lucifer had said, "I will exalt my throne above the stars of God; . . . I will be like the Most High." Isa. 14:13, 14. But Christ, "being in the form of God, counted it not a thing to be grasped to be on an equality with God, but emptied Himself, taking the form of a servant, being made in the likeness of men." Phil. 2:6, 7, R. V., margin.

นี่เป็นการเสียสละด้วยความสมัครใจ ซึ่งพระเยซูอาจยังคงประทับอยู่เคียงข้างพระบิดา ได้รับสง่าราศีของสวรรค์และความเคารพจากเหล่าทูตสวรรค์ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะมอบคทาคืนแด่พระหัตถ์ของพระบิดาและก้าวลงมาจากพระบัลลังก์ของจักรวาลเพื่อพระองค์จะทรงนำแสงไปสู่ผู้ที่อยู่ในความมืดและประทานชีวิตแก่ผุ้ที่กำลังจะพินาศ  {DA 22.4}

This was a voluntary sacrifice. Jesus might have remained at the Father's side. He might have retained the glory of heaven, and the homage of the angels. But He chose to give back the scepter into the Father's hands, and to step down from the throne of the universe, that He might bring light to the benighted, and life to the perishing.