เราไม่ใช่เด็กกำพร้าอีกแล้ว

โพสต์ สิงหาคม 13, 2018 โดย Robert Wieland ใน ความเชื่อ มีคนดู: 169
แปลโดย Danny Brown; Pimpa Pitchayaadison

คุณเคยอ่านข่าวประเสริฐในจดหมายของท่านเปาโลแด่ชาวโคโลสีไหม ท่านได้เขียนจดหมายนี้สำหรับ “บรรดาธรรมิกชนและพี่น้องที่เชื่อในพระคริสต์” (1:1, 2) แนวคิดที่ว่า "ในพระคริสต์" ได้กล่าวซ้ำหลายครั้ง และกล่าวอีกครั้งในข้อ 4: “เราได้ยินเรื่องความเชื่อของท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์” และในข้อ 8: “ความรักของท่านทั้งหลายในพระวิญญาณ” เปาโลมีความคิดอันเลิศหรู - เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รับการอุปถัมภ์ในพระคริสต์ เราไม่ใช่เด็กกำพร้าอีกแล้ว! พระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นอาดัมคนใหม่ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์มนุษย์

Have you ever read the Good News that fills Paul's Letter to the Colossians? According to The New English Bible, he addresses it to the "brothers in the faith, incorporate in Christ" (1:1, 2). That idea of being "in Christ" is repeated over and over. Again, in verse 4, "we have heard of your faith in Christ Jesus," and again in verse 8, "your love in the Spirit." Paul has a magnificent idea--the human race has been adopted in Christ. We are no longer orphans! Christ has become the new Adam, the new Head of the human race.

แนวคิดนี้ได้กล่าวซ้ำอีกในข้อที่ 13: พระบิดา “ทรงย้ายเราเข้ามาไว้ในอาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์” และในข้อที่ 14 มีสิ่งที่เปาโลต้องการให้เราเข้าใจ: ในพระคริสต์ “เราได้รับการไถ่บาปโดยทางพระโลหิตของพระองค์” (บางสำเนากล่าวไว้, KJV) คุณต้องไม่คิดว่าการไถ่ให้รอดนี้เป็นสิ่งที่ถูกปิดกั้นไว้สำหรับคุณ จนกว่าคุณจะได้ทำอะไรบางอย่างก่อน – โปรดทราบว่าการไถ่ให้รอดนี้สามารถทำได้โดยผ่านทางพระโลหิตของพระองค์ นั่นคือโลหิตที่หลั่งออกมาจากกางเขน ที่นั่นการไถ่ของเราในฐานะเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นบนไม้กางเขนก็เพื่อคุณ ตัวคุณจะควรค่าหรือไม่ในการได้รับก็ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

The idea is repeated in verse 13, He has "translated us into the kingdom of His dear Son." Again, it is repeated in verse 14--here is something Paul wants us to understand: In Christ "we have redemption through His blood." You must not think that this redemption is kept away from you until you do something first--note, the redemption is accomplished through His blood, that is, the blood that was shed at the cross. It was there that our redemption as the human race was accomplished. Whatever happened at the cross applies to you. Your own personal worthiness or unworthiness has nothing to do with it.

ข้อ 21 และ 22 ได้กล่าวซ้ำถึงแนวคิดนี้อีกครั้ง: “เมื่อก่อนนี้พวกท่านถูกตัดขาดจากพระเจ้า และเป็นศัตรูในใจโดยการทำชั่วต่างๆ แต่บัดนี้พระเจ้าโปรดให้คืนดีกับพระองค์เองโดยความตายของพระกายที่เป็นเนื้อหนังของพระคริสต์”

Verses 21 and 22 repeat the thought again, "You, that were sometime alienated and enemies in your mind by wicked works, yet now hath He reconciled in the body of His flesh."

และในบทที่ 2 ข้อที่ 7 เปาโลอธิษฐานขอให้ท่าน “จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ จงมั่นคงในความเชื่อตามที่ได้รับการสอนมาแล้ว และจงให้การขอบพระคุณทวียิ่งขึ้น” คำว่า "ความเชื่อ" ไม่ได้หมายถึงศาสนาหรือลัทธิ แต่หมายถึง หัวใจที่ซาบซึ้งในสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำบนไม้กางเขน – ที่พระองค์ทรงไถ่ท่านทั้งหลาย วางเท้าของท่านไว้ในวิถีแห่งชีวิตนิรันดร์ ยกโทษบาปของท่าน และเลือกท่านไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์

And in chapter 2, verse 7, Paul prays for you that you may be "rooted and built up in Him, and stablished in the faith, as ye have been taught, abounding therein with thanksgiving." That expression "the faith" doesn't mean a set of doctrines or a creed. It means a heart-appreciation for what Christ accomplished on His cross--that He redeemed you, set your feet in the path to eternal life, forgave you your sins, elected you to eternal life.

หยุดกังวลว่าพระเจ้าจะยอมรับคุณหรือไม่ ความจริงก็คือว่าพระองค์ทรงยอมรับคุณในพระคริสต์แล้ว และวันนี้ วันใหม่นี้ คุณจะได้รับ“การหยั่งรากและรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ” โปรดอ่านจดหมายฉบับนี้ถึงชาวโคโลสี - และดูข่าวประเสริฐที่มีอยู่ในนั้น

Stop worrying about whether God has accepted you or not. The truth is that He has accepted you in Christ, and now today, this new day, you are to be "rooted and built up in Him, in faith." Yes, please read this letter to the Colossians--and see the Good News that is there.

--Robert J. Wieland  โรเบิร์ท เจ วีแลนด์