พระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร?
ช่วงนี้ผมได้ใช้ Claude ช่วยแก้ไขหนังสือทุกเล่ม เพื่อแก้จุดผิดพลาดและปรับเนื้อหาให้อ่านง่ายยิ่งขึ้น นี่คือตัวอย่างเนื้อหาฉบับอัปเดตใหม่จากหนังสือ "พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงอ่อนโยน" ครับ!
![]()
พระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร?
เมื่ออ่านพระคัมภีร์เดิม หลายคนสะดุดใจกับเรื่องพระพิโรธของพระเจ้า มีข้อความจำนวนมากที่พูดถึงพระพิโรธและการทรงกริ้ว แต่คำเหล่านั้นหมายถึงอะไรกันแน่? วิธีที่ตรงที่สุดคือปล่อยให้พระคัมภีร์อธิบายตัวเอง ดูว่าเมื่อบอกว่าพระเจ้าทรงกริ้ว พระองค์ทรงทำอะไรต่อจากนั้น
ครั้งแรกที่พระคัมภีร์กล่าวถึงพระพิโรธของพระเจ้า คือตอนที่พระองค์ทรงมอบหมายให้โมเสสนำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ อะไรทำให้พระองค์ทรงกริ้วในเวลานั้น?
โมเสสทูลพระยาห์เวห์ว่า “องค์เจ้านาย ข้าพระองค์ไม่ใช่นักพูด ทั้งในอดีตและตั้งแต่เมื่อพระองค์ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่อง” พระยาห์เวห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “ใครเล่าสร้างปากมนุษย์...เรายาห์เวห์เป็นผู้ทำไม่ใช่หรือ? บัดนี้ไปเถิด เราจะช่วยเจ้าให้พูด และจะสอนคำซึ่งควรจะพูด” แต่ท่านทูลว่า “องค์เจ้านาย โปรดใช้คนอื่นไปเถิด”
อพยพ 4:10–13
โมเสสกลัวที่จะเข้าเฝ้าฟาโรห์ตามลำพัง จึงขอให้มีคนพูดแทนตน พระเจ้าทรงตอบอย่างไร?
พระยาห์เวห์จึงทรงกริ้วโมเสส แล้วตรัสว่า “เจ้ามีพี่ชายคืออาโรนคนเลวีไม่ใช่หรือ? เรารู้แล้วว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง และดูสิ บัดนี้เขากำลังเดินทางมาพบเจ้า เมื่อเขาเห็นเจ้า เขาจะดีใจ”
อพยพ 4:14
พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธด้วยวิธีใด? ด้วยการให้โมเสสได้ในสิ่งที่เขาขอ นี่คือเบาะแสแรก ลองดูข้อความอื่นต่อไป
คนที่ปะปนมากับเขาทั้งหลายเป็นพวกที่มีความอยากกินเป็นอย่างมาก และคนอิสราเอลก็ร้องไห้คร่ำครวญอีกด้วยว่า “ใครจะให้เนื้อเรากิน?” เมื่อโมเสสได้ยินประชาชนร้องไห้กันไปทั่วตระกูลต่าง ๆ โดยแต่ละคนอยู่ที่ประตูเต็นท์ของตน พระยาห์เวห์ทรงกริ้วอย่างยิ่ง โมเสสก็ไม่พอใจด้วย แล้วมีลมมาจากพระยาห์เวห์พัดพาฝูงนกคุ่มจากทะเลมาตกอยู่ที่ข้างค่ายโดยอยู่รอบ ๆ ทั้งค่าย อยู่ห่างออกไปจากค่ายเป็นระยะทางเดินหนึ่งวัน และอยู่สูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งเมตร วันนั้นประชาชนก็เที่ยวจับนกคุ่มกันทั้งวันทั้งคืนและตลอดวันถัดมาด้วย คนที่จับได้น้อยที่สุดก็ได้ไม่ต่ำกว่าพันกิโลกรัม แล้วเขาทั้งหลายก็เอามากางตากกันทั่วโดยอยู่รอบ ๆ ค่าย
กันดารวิถี 11:4, 10, 31–32
อีกครั้งหนึ่งที่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงกริ้ว แล้วพระองค์ทรงทำอะไร? ประทานสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง
ต่อมาเมื่อซามูเอลแก่แล้ว ท่านตั้งบุตรชายของท่านให้วินิจฉัยอิสราเอล...แต่พวกบุตรของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่าน พวกเขาบิดเบือนไปหารายได้ที่ผิด รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรม พวกผู้ใหญ่ทั้งหมดของอิสราเอลจึงพากันมาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์ และพูดกับท่านว่า “ดูเถิด ท่านชราแล้ว และพวกบุตรของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่าน บัดนี้ขอท่านตั้งพระราชาให้วินิจฉัยพวกเราอย่างประชาชาติทั้งปวงเถิด” ถ้อยคำนั้นทำให้ซามูเอลไม่พอใจ ซามูเอลจึงทูลอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ และพระยาห์เวห์ตรัสกับซามูเอลว่า “จงฟังเสียงประชาชนในเรื่องที่พวกเขาพูดกับเจ้า เพราะพวกเขาไม่ได้ละทิ้งเจ้า แต่พวกเขาละทิ้งเรา ไม่ให้เราเป็นกษัตริย์เหนือพวกเขา”
1 ซามูเอล 8:1–7
พระเจ้าทรงส่งข่าวสารผ่านซามูเอล ชี้แจงเหตุผลหลายข้อว่าการมีกษัตริย์จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา แล้วประชาชนฟังหรือไม่?
แต่ประชาชนปฏิเสธไม่เชื่อฟังซามูเอล พวกเขากล่าวว่า “เราไม่ยอม เราจะต้องมีกษัตริย์ปกครองเรา เพื่อเราจะเป็นเหมือนประชาชาติทั้งหลาย และเพื่อกษัตริย์ของเราจะวินิจฉัยเรา นำหน้าเราไป และรบในสงครามให้เรา”
1 ซามูเอล 8:19–20
พระเจ้าทรงตอบการยืนกรานนั้นอย่างไร? “จงฟังพวกเขาเถิด และจงตั้งกษัตริย์องค์หนึ่งให้พวกเขา” (1 ซามูเอล 8:22) แล้วเราทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ประทานกษัตริย์แก่พวกเขาด้วยพระพิโรธ? ผู้เผยพระวจนะโฮเชยามองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์นี้ และบอกมุมมองของพระเจ้าเองไว้
โอ อิสราเอลเอ๋ย เจ้าได้ทำลายตัวเอง แต่เราช่วยเจ้าได้ เราประสงค์เป็นกษัตริย์ของเจ้า กษัตริย์อื่น ๆ ที่สามารถช่วยเจ้าในเมืองทั้งหลายของเจ้าอยู่ที่ไหน? และผู้ปกครองของเจ้าอยู่ที่ไหน คือพวกที่เจ้ากล่าวถึงว่า “ขอตั้งกษัตริย์และเจ้านายไว้ให้แก่ข้าพเจ้า”? เพราะความกริ้วของเรา เราจึงให้เจ้ามีกษัตริย์ และเพราะความโกรธของเรา เราจึงเอากษัตริย์นั้นไปเสีย
โฮเชยา 13:9–11 ฉบับ KJV
เรื่องทั้งสามนี้ชี้ไปทางเดียวกัน พระพิโรธของพระเจ้าคือการที่พระองค์ทรงยอมให้ผู้คนได้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง ทั้งที่สิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาเลย อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เพียงพอจะบอกเราว่าคำว่า “พระพิโรธ” ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีความหมายอย่างที่พจนานุกรมให้ไว้ แต่ยังมีมากกว่านั้นอีก แล้วเมื่อพระเยซูทรงกริ้ว เกิดอะไรขึ้น?
พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาอีก และมีคนที่มือข้างหนึ่งลีบอยู่ที่นั่น คนเหล่านั้นคอยเฝ้าดูว่าพระองค์จะทรงรักษาโรคให้คนนั้นในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์ พระองค์ตรัสกับคนมือลีบว่า “มาข้างหน้าเถอะ” แล้วตรัสกับคนทั้งหลายว่า “ในวันสะบาโตควรจะทำการดีหรือทำการร้าย? ควรจะช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิต?” คนทั้งหลายก็นิ่งอยู่ พระองค์ทอดพระเนตรดูรอบ ๆ ด้วยพระพิโรธและเสียพระทัยที่จิตใจของพวกเขากระด้าง แล้วตรัสกับชายคนนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติ พวกฟาริสีจึงออกไปและปรึกษากับพรรคพวกของเฮโรดทันทีว่าจะฆ่าพระองค์ได้อย่างไร
มาระโก 3:1–6
กฎเกณฑ์เคร่งครัดของพวกฟาริสีห้ามการรักษาโรคในวันสะบาโต พระเยซูทรงอ่านใจพวกเขาออก และ “ทอดพระเนตรดูรอบ ๆ ด้วยพระพิโรธ” พระพิโรธชนิดใด? พระคัมภีร์อธิบายไว้ในประโยคเดียวกันนั้นเอง คือ “เสียพระทัยที่จิตใจของพวกเขากระด้าง” สิ่งที่พระองค์ทรงรู้สึกคือความเศร้าอย่างลึกซึ้ง ต่อผู้นำศาสนาที่ไร้ความเมตตาต่อชายมือลีบคนนั้น
[คำกริยาที่แปลว่า “กริ้ว” ในภาษาเดิมครอบคลุมอารมณ์กว้างกว่าคำว่า “โกรธ” ในภาษาไทย รวมถึงความเจ็บปวดและความสะเทือนใจของผู้ที่รักแล้วถูกปฏิเสธด้วย]
พระคัมภีร์บอกอะไรอีกเกี่ยวกับพระพิโรธของพระเจ้า?
พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง
โรม 1:18
ทรงสำแดงอย่างไร? เปาโลตอบเองในสามข้อถัดมา
เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติการโสโครกตามราคะตัณหาในใจของเขา - โรม 1:24
เพราะเหตุนี้ พระเจ้าทรงปล่อยให้เขามีกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ - โรม 1:26
และเพราะเขาเห็นว่าการรู้จักพระเจ้าไม่เป็นสิ่งสำคัญ พระองค์จึงทรงปล่อยให้เขามีจิตใจเสื่อมทราม - โรม 1:28
พระพิโรธในที่นี้ถูกนิยามด้วยคำเดียว คือ “ทรงปล่อย” พระเจ้าประทานอิสระให้ผู้คนแยกตัวออกจากพระองค์ตามที่พวกเขาเลือก นี่ไม่ใช่การแก้แค้นหรือการทำลายอย่างที่เรามักคิดกัน กลับไปดูพระคัมภีร์เดิมอีกสักหน่อย
วันนั้นประชาชนก็เที่ยวจับนกคุ่มกันทั้งวันทั้งคืนและตลอดวันถัดมาด้วย...แล้วเขาทั้งหลายก็เอามากางตากกันทั่วโดยอยู่รอบ ๆ ค่าย เมื่อเนื้อนกยังอยู่ระหว่างฟันของเขาทั้งหลาย ยังไม่ทันได้เคี้ยว พระยาห์เวห์ก็กริ้วประชาชนอย่างยิ่ง พระองค์ทรงประหารประชาชนด้วยภัยพิบัติร้ายแรง
กันดารวิถี 11:32–33
เรากลับมาที่เรื่องนกคุ่มอีกครั้ง ความตะกละของประชาชนนำผลตามธรรมชาติมาเอง เนื้อนกสดหลายตันในทะเลทรายร้อนจัดย่อมเน่าเสียอย่างรวดเร็วจนกินไม่ได้ ถ้าเชื้อโรคเหมาะและสภาพเหมาะ อาหารเป็นพิษก็คร่าชีวิตคนได้จำนวนมาก และชื่อที่พวกเขาตั้งให้สถานที่นั้นก็บอกเรื่องราวไว้แล้ว “เขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้นว่าขิบโรทหัทธาอาวาห์ เพราะเขาฝังศพคนทั้งหลายที่อยากกินอาหารที่นั่น” (กันดารวิถี 11:34) แล้ว “พระพิโรธของพระยาห์เวห์” ในเรื่องนี้คืออะไร? คือการที่พระองค์ไม่ทรงเข้าแทรกแซง ปล่อยให้เหตุและผลดำเนินไปตามทางของมันเอง
[ขิบโรทหัทธาอาวาห์ แปลว่า “หลุมศพของคนที่อยากกิน”]
แล้วในวันนั้นเราจะกริ้วต่อเขา และจะทอดทิ้งเขา และซ่อนหน้าของเราจากเขา พวกเขาจะถูกกลืน และเผชิญสิ่งร้ายและความลำบากมากมาย ในวันนั้นเขาจะกล่าวว่า “เราเผชิญสิ่งร้ายเหล่านี้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงสถิตท่ามกลางเราไม่ใช่หรือ?” ในวันนั้นเราจะซ่อนหน้าของเราเป็นแน่ เนื่องจากความชั่วที่เขากระทำ เพราะเขาหันไปหาพระอื่น
เฉลยธรรมบัญญัติ 31:17–18
การที่พระเจ้า “ซ่อนพระพักตร์” หมายความว่าอย่างไร? ข้อความตอบเอง คือ “พระเจ้าไม่ทรงสถิตท่ามกลางเรา” นี่เป็นภาษาของการไม่เข้าแทรกแซงอีกเช่นกัน เหตุผลคือ “ความชั่วที่เขากระทำ เพราะเขาหันไปหาพระอื่น” และผลที่ตามมาคือ “พวกเขาจะถูกกลืน และเผชิญสิ่งร้ายและความลำบากมากมาย” เมื่อประชาชนหันไปหาพระอื่น พวกเขาก็หันหลังให้พระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์จึงไม่ทรงสามารถกำบังพวกเขาจากผลที่ตามมาได้อีก
คนอิสราเอลทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์ และปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล พวกเขาละทิ้งพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ ผู้ทรงนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ พวกเขาไปติดตามพระอื่นซึ่งเป็นพระของชนชาติที่อยู่ล้อมรอบ และกราบไหว้พระเหล่านั้น ทำให้พระยาห์เวห์ทรงกริ้ว...ดังนั้นพระพิโรธของพระยาห์เวห์จึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล พระองค์จึงทรงมอบพวกเขาไว้ในมือพวกโจรผู้ปล้นเขา และทรงขายเขาไว้ในมือของบรรดาศัตรูที่อยู่ล้อมรอบ พวกเขาจึงไม่สามารถต่อต้านศัตรูได้อีก
ผู้วินิจฉัย 2:11–14
ข้อความนี้บรรยายการละทิ้งพระเจ้าอย่างต่อเนื่องของประชาชน สิ่งที่พระเจ้าทรงทำถูกเรียกว่า “ทรงมอบไว้ในมือพวกโจร” และ “ทรงขายไว้ในมือของศัตรู” ทั้งสองคำเป็นการตอบสนองแบบถอยออก เมื่อพวกเขาละทิ้งพระองค์ พระองค์ก็ไม่ทรงสามารถกันศัตรูไม่ให้บุกเข้ามาในแผ่นดินได้
พระยาห์เวห์จะทรงตีอิสราเอลดุจไม้อ้อสั่นอยู่ในน้ำ และจะทรงถอนรากอิสราเอลออกเสียจากแผ่นดินอันดีนี้ ซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษของพวกเขา และจะกระจายพวกเขาไปฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรทีส เพราะเขาทั้งหลายสร้างบรรดาเสาอาเชราห์ทำให้พระยาห์เวห์ทรงพระพิโรธ และพระองค์จะทรงมอบอิสราเอลไว้ เพราะบาปของเยโรโบอัม ซึ่งท่านทำและทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1 พงศ์กษัตริย์ 14:15–16
ที่นี่ พระพิโรธและการ “ทรงตี” ถูกอธิบายด้วยคำว่า “ทรงมอบไว้” อีกครั้ง
เพราะพวกเขายั่วเย้าพระองค์ให้ทรงกริ้วด้วยเรื่องปูชนียสถานสูงของเขา และทำให้พระองค์ทรงหวงแหนด้วยเรื่องรูปเคารพแกะสลักของเขา เมื่อพระเจ้าทรงสดับแล้ว พระองค์ก็ทรงเกรี้ยวกราดและทรงปฏิเสธอิสราเอลอย่างเด็ดขาด พระองค์ทรงละที่ประทับในเมืองชิโลห์ คือพลับพลาที่ทรงตั้งไว้ท่ามกลางมนุษย์ และทรงให้ฤทธานุภาพของพระองค์ตกเป็นเชลย และชนอันเป็นพระสิริของพระองค์ตกอยู่ในมือของคู่อริ พระองค์ทรงมอบประชากรของพระองค์แก่ดาบ และทรงเกรี้ยวกราดต่อมรดกของพระองค์
สดุดี 78:58–62
คำที่ใช้นิยามพระพิโรธในตอนนี้มีสามคำ คือ ทรงละ (“ทรงละที่ประทับในเมืองชิโลห์”) ทรงให้ตกเป็นเชลย และ ทรงมอบ ไม่มีคำใดเป็นการลงมือทำร้ายเลย
แล้วความกริ้วของพระยาห์เวห์ก็พลุ่งขึ้นต่อประชากรของพระองค์ และพระองค์ทรงรังเกียจมรดกของพระองค์ พระองค์ทรงมอบท่านไว้ในมือบรรดาประชาชาติ บรรดาผู้ที่เกลียดท่านจึงปกครองเหนือท่าน
สดุดี 106:40–41
อีกครั้งหนึ่ง พระพิโรธคือการ “ทรงมอบท่านไว้ในมือบรรดาประชาชาติ”
“เราซ่อนหน้าเราจากเจ้าอยู่ขณะหนึ่งด้วยความโกรธอันท่วมท้น แต่เราจะสงสารเจ้าด้วยความรักมั่นคงนิรันดร์” พระยาห์เวห์พระผู้ไถ่ของเจ้าตรัสดังนี้
อิสยาห์ 54:8
สังเกตสัดส่วนของเวลาในข้อนี้ พระพิโรธคือการซ่อนพระพักตร์ “ขณะหนึ่ง” ส่วนพระเมตตาและความรักมั่นคงของพระองค์นั้น “นิรันดร์”
และเราจะเหวี่ยงเจ้าทิ้งจากสายตาของเรา เหมือนอย่างที่เราทิ้งบรรดาพี่น้องของเจ้า คือเชื้อสายของเอฟราอิมทั้งหมดนั้น...พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เขายั่วยุเราหรือ? ไม่ใช่ยั่วยุตัวเขาเองให้ได้รับความอับอายหรือ? ฉะนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้านายจึงตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ ความกริ้วและความโกรธของเราจะเทลงบนสถานที่นี้ บนมนุษย์และสัตว์ บนต้นไม้ในท้องทุ่ง และบนพืชผลของแผ่นดิน จะเผาผลาญเสียและจะดับไม่ได้
เยเรมีย์ 7:15, 19–20
คำถามของพระเจ้าเองในข้อ 19 เป็นกุญแจของทั้งบท “เขายั่วยุเราหรือ? ไม่ใช่ยั่วยุตัวเขาเองให้ได้รับความอับอายหรือ?” ความทุกข์ที่ตามมาเป็นผลของการกราบไหว้รูปเคารพ ไม่ใช่โทษที่พระเจ้าทรงลงมือลงให้
จงตัดผมของเจ้าออกและเหวี่ยงทิ้งไป จงคร่ำครวญบนที่โล่งเตียน เพราะพระยาห์เวห์ทรงปฏิเสธและทรงทอดทิ้งชาติพันธุ์ที่ทรงพระพิโรธนั้นแล้ว
เยเรมีย์ 7:29
ยังมีข้อความอีกมากที่ใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกัน แต่เท่าที่ดูมาก็เพียงพอจะสรุปได้แล้วว่า พระพิโรธของพระเจ้าไม่เคยเป็นการลงโทษจากพระองค์ พระเจ้าประทานเสรีภาพให้เรายอมรับหรือปฏิเสธพระองค์ พระพิโรธคือผลที่ตามมาเองจากการเลือกผิดของเรา เมื่อพระองค์ทรงจำต้องปล่อยให้เราได้ตามใจตัวเอง บทบาทของพระองค์เป็นฝ่ายถอยเสมอ และพระคัมภีร์เรียกบทบาทนั้นว่า “ทรงละทิ้ง” “ทรงซ่อนพระพักตร์” “ทรงมอบไว้” “ทรงปล่อย” และคำอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าทรงประกาศพระลักษณะของพระองค์เองต่อหน้าโมเสส พระองค์ไม่ทรงนับพระพิโรธเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งเลย
พระยาห์เวห์เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน และทรงประกาศว่า “พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระคุณ ทรงกริ้วช้า บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคงและความสัตย์จริง ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อคนนับพัน ๆ ผู้ทรงยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศ และบาป”
อพยพ 34:6–7
แล้วประชาชนก็ต่อว่าพระเจ้าและโมเสสว่า “ทำไมพาเราออกจากอียิปต์ให้มาตายในถิ่นทุรกันดาร? เพราะไม่มีอาหารและไม่มีน้ำ เราเกลียดอาหารอันไร้ค่านี้” และพระยาห์เวห์ทรงส่งพวกงูพิษมาในหมู่ประชาชน งูก็กัดประชาชน และคนอิสราเอลตายเป็นจำนวนมาก
กันดารวิถี 21:5–6
ข้อความบอกว่าพระยาห์เวห์ “ทรงส่ง” งูพิษมาเพื่อตอบการบ่นของประชาชน จากหลักฐานทั้งหมดที่ผ่านมา การ “ส่ง” ของพระเจ้าในที่นี้น่าจะหมายถึงอะไร? สอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ ทั้งหมด คือความเนรคุณและการกบฏของประชาชนบังคับให้พระองค์ต้องประทานอิสระตามที่พวกเขาต้องการ นั่นคืออิสระจากการปกป้องของพระองค์ แล้วงูพิษเหล่านั้นมาอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรกได้อย่างไร?
[พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน] ผู้ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุรกันดารใหญ่น่ากลัว ซึ่งมีงูพิษและแมงป่อง และดินแห้งแล้งไม่มีน้ำ ผู้ประทานน้ำจากหินแข็งแก่ท่าน
เฉลยธรรมบัญญัติ 8:15
งูอยู่ที่นั่นมาตลอด เป็นหนึ่งในอันตรายมากมายของทะเลทรายที่พระเจ้าทรงกำบังคนอิสราเอลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ตลอดเวลา เรื่องนี้จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อสิ่งที่พระองค์ “ส่ง” มาเป็นหมีขั้วโลกที่หิวโหย เพราะหมีขั้วโลกไม่ได้อยู่ในทะเลทรายอยู่แล้ว
พระคัมภีร์มีหลายตอนที่กล่าวว่าพระเจ้าทรงส่งกองทัพผู้รุกรานหรือภัยพิบัติมายังผู้คน เมื่อเข้าใจหลักการข้างต้นแล้ว เราสรุปได้อย่างมีเหตุผลว่า ทุกครั้งที่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้า “ส่ง” สิ่งร้ายมา หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงสามารถยับยั้งสิ่งนั้นไว้ได้โดยไม่ทรงบิดเบือนกฎแห่งเหตุและผล การเข้าควบคุมกิจการของมนุษย์ไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์ และไม่ใช่พระลักษณะของพระองค์ด้วย
มีอีกคำหนึ่งที่มักถูกเข้าใจผิดคู่กับพระพิโรธ คือคำว่า “หวงแหน” ลองดูว่าพระคัมภีร์ใช้คำนี้อย่างไร
แล้วพระยาห์เวห์ทรงหวงแหนแผ่นดินของพระองค์ และทรงสงสารประชากรของพระองค์ พระยาห์เวห์ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “นี่แน่ะ เราจะส่งข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมันให้แก่เจ้า เจ้าทั้งหลายจะอิ่มหนำสำราญ เราจะไม่ให้พวกเจ้าถูกเยาะเย้ยท่ามกลางประชาชาติอีก”
โยเอล 2:18–19
ทูตสวรรค์ผู้ที่สนทนาอยู่กับข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “จงร้องประกาศว่า พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราหวงแหนกรุงเยรูซาเล็มและศิโยนเป็นอย่างยิ่ง”
เศคาริยาห์ 1:14
ข้าพเจ้าหวงแหนพวกท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน เพราะข้าพเจ้าหมั้นท่านไว้กับสามีคนเดียว เพื่อถวายพวกท่านให้เป็นหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระคริสต์ แต่ข้าพเจ้ากลัวว่า งูนั้นล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมันอย่างไร ความคิดของท่านทั้งหลายก็จะถูกทำให้หลงไปจากความซื่อและความบริสุทธิ์ต่อพระคริสต์อย่างนั้น
2 โครินธ์ 11:2–3
ความหวงแหนของพระเจ้าปราศจากความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงหวงแหนเพื่อผู้อื่น ไม่เคยหวงแหนเพื่อพระองค์เอง
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ทดสอบหลักการนี้ได้ดี คือเรื่องดาวิดสำรวจสำมะโนประชากร
พระพิโรธของพระยาห์เวห์เกิดขึ้นต่ออิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง จึงทรงเร้าใจดาวิดต่อสู้พวกเขา ตรัสว่า “จงไปนับคนอิสราเอลและคนยูดาห์” กษัตริย์จึงรับสั่งกับโยอาบแม่ทัพซึ่งอยู่กับพระองค์ว่า “จงไปให้ทั่วอิสราเอลทุกเผ่า ตั้งแต่เมืองดานถึงเบเออร์เชบา และจงนับจำนวนประชาชน เพื่อเราจะได้ทราบจำนวนรวมของประชาชน” แต่โยอาบกราบทูลกษัตริย์ว่า “ขอพระยาห์เวห์พระเจ้าของฝ่าพระบาททรงเพิ่มประชาชนที่มีอยู่อีกร้อยเท่า...แต่เหตุใดฝ่าพระบาทจึงพอพระทัยทำเรื่องนี้?” แต่พระดำรัสของกษัตริย์บังคับโยอาบและบรรดาผู้บังคับบัญชากองทัพ พวกเขาจึงออกไปจากพระพักตร์กษัตริย์เพื่อจะนับประชาชนอิสราเอล
2 ซามูเอล 24:1–4
การนับกำลังพลของดาวิดเป็นการแสดงความเย่อหยิ่งและความไม่ไว้วางใจพระเจ้า ท่านหันไปพึ่งจำนวนคนและแสนยานุภาพแทนที่จะพึ่งพระองค์ การเลือกเช่นนี้เท่ากับปิดกั้นการปกป้องอันปราศจากความรุนแรงของพระเจ้าออกไปจากอิสราเอล และเปิดช่องให้ศัตรูและภัยอื่น ๆ เข้ามา แม้แต่โยอาบซึ่งผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนก็ยังมองเห็นอันตรายและทักท้วงกษัตริย์
แต่ข้อความบอกว่าพระเจ้า “ทรงเร้าใจดาวิด” ถ้าอ่านตามตัวอักษรจะมีปัญหาหรือไม่? เท่ากับว่าพระเจ้าทรงกระซิบข้างหูดาวิดให้นับพล เพื่อจะได้มีข้ออ้างที่ดีในการลงโทษพวกเขาอย่างนั้นหรือ? ลองอ่านข้อนี้ด้วยหลักการที่เราเรียนรู้มาแล้ว
พระเจ้าไม่ทรงมีบทบาทลงมือในการทำลาย และไม่ทรงปลุกปั่นความชั่ว แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ทำเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระเจ้า “ทรงเร้าใจ” ดาวิดด้วยการไม่ทรงห้ามท่าน? และจะเกินไปหรือไม่ที่จะบอกว่าผู้ที่กระซิบข้างหูดาวิดไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นซาตาน? เรารู้ได้อย่างไร? เพราะเหตุการณ์เดียวกันนี้ถูกเล่าซ้ำในอีกเล่มหนึ่งของพระคัมภีร์
ซาตานยืนขึ้นต่อสู้อิสราเอล และดลใจให้ดาวิดนับจำนวนอิสราเอล
1 พงศาวดาร 21:1
เราอาจสงสัยว่าทำไมพระคัมภีร์ไม่บอกตรง ๆ ไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ การศึกษาพระคัมภีร์จะได้ง่ายกว่านี้มาก ใช่ มันจะง่ายกว่าจริง ๆ แต่ปัญหาในการสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ไม่เคยเกิดจากพระองค์ หากเกิดจากเราเอง โดยพระปัญญาของพระองค์ พระเจ้าทรงเปิดทางให้เราเลือกได้ว่าจะรับหรือปฏิเสธความจริงเกี่ยวกับพระองค์ และพระคัมภีร์ก็ถูกเขียนขึ้นบนหลักการข้อนี้ เมื่อคนคนหนึ่งมีโอกาสเข้าใจความจริงที่ช่วยเขาให้รอดแล้วปฏิเสธเสีย ความสว่างที่เพิ่มขึ้นมีแต่จะผลักเขาให้ห่างออกไปอีก ความกำกวมบนพื้นผิวของพระคัมภีร์จึงเปิดช่องให้ตีความไปคนละทางได้ด้วยเหตุนี้ การบังคับให้เราเชื่อในความรักของพระองค์ทั้งที่เราไม่เต็มใจ ไม่ใช่พระลักษณะของพระเจ้า แต่ในเวลาเดียวกัน พระคัมภีร์ก็ให้หลักฐานไว้อย่างเหลือเฟือสำหรับคนที่กำลังตามหาพระเจ้าผู้ทรงอ่อนโยน
เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า
เยเรมีย์ 29:13